ปรับปรุงล่าสุด · ตรวจตัวบทกับฐานข้อมูลกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (searchlaw.ocs.go.th) ฉบับปรับปรุงล่าสุด และตรวจคำพิพากษากับระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๖๙

ดาวน์โหลดบทความฉบับ PDF

สรุปสาระสำคัญ

  • ทรัพย์แต่ละประเภทใช้กฎหมายต่างกัน มรดกที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยเป็นไปตามกฎหมายไทยตามมาตรา ๓๗ ส่วนสังหาริมทรัพย์เป็นไปตามกฎหมายภูมิลำเนาของเจ้ามรดกในขณะถึงแก่ความตายตามมาตรา ๓๘ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑
  • ภูมิลำเนาสำคัญกว่าสัญชาติ ชาวต่างชาติที่ยึดถือประเทศไทยเป็นถิ่นที่อยู่แหล่งสำคัญถือว่ามีภูมิลำเนาในไทย แม้ถึงแก่ความตายในต่างประเทศ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๓๔/๒๔๘๕
  • เฉพาะคู่สมรสที่จดทะเบียนเป็นทายาทโดยธรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๔๕๗ ๑๖๒๙ และ ๑๖๓๕ คู่ที่ไม่ได้จดทะเบียนอาจเป็นเจ้าของรวมและผู้มีส่วนได้เสียที่ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๓๙/๒๕๕๔
  • ทายาทต่างชาติกับที่ดิน ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีตามมาตรา ๙๓ ประมวลกฎหมายที่ดิน มิฉะนั้นต้องจำหน่ายภายในเวลาที่อธิบดีกำหนด ไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันแต่ไม่เกินหนึ่งปี ตามมาตรา ๙๔
  • ห้องชุดที่ตกทอดแก่คนต่างด้าว ต้องแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในหกสิบวัน และจำหน่ายภายในหนึ่งปีในกรณีตามพระราชบัญญัติอาคารชุดมาตรา ๑๙ เบญจ และ ๑๙ สัตต
  • ศาลที่ต้องยื่นคำร้อง ศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาในขณะถึงแก่ความตาย ถ้าเจ้ามรดกไม่มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักร ยื่นต่อศาลที่ทรัพย์มรดกอยู่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๔ จัตวา
  • อายุความหนึ่งปี คดีมรดกต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกตายหรือนับแต่ทายาทรู้หรือควรรู้ถึงความตาย ตามมาตรา ๑๗๕๔
สารบัญ
  1. I. กฎหมายที่ใช้กับมรดกของชาวต่างชาติ: มาตรา ๓๗ และ ๓๘ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย
  2. II. คู่สมรสไทยของเจ้ามรดกต่างชาติ: จดทะเบียนสมรสกับไม่ได้จดทะเบียน
  3. III. ทายาทต่างชาติกับที่ดินและห้องชุดในประเทศไทย
  4. IV. เงินฝาก บำนาญ และสิทธิที่ไม่ตกทอดเป็นมรดก
  5. V. การร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของชาวต่างชาติ: ศาลที่มีเขตอำนาจ ผู้มีสิทธิร้อง และหน้าที่
  6. VI. กฎหมายเปรียบเทียบ: สหภาพยุโรป อังกฤษและเวลส์ และญี่ปุ่น
  7. VII. นิติเศรษฐศาสตร์และความรู้ข้ามศาสตร์: ต้นทุนของระบบแยกกองมรดกและความเปราะบางของคู่ที่ไม่ได้จดทะเบียน
  8. VIII. ข้อพิจารณาสำหรับคู่สมรสไทยและครอบครัวเมื่อเจ้ามรดกเป็นชาวต่างชาติ
  9. IX. คำถามที่พบบ่อยเรื่องการจัดการมรดกชาวต่างชาติ
  10. X. เรื่องที่เกี่ยวเนื่องในเครือเอกสยาม

I. กฎหมายที่ใช้กับมรดกของชาวต่างชาติ: มาตรา ๓๗ และ ๓๘ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย

การจัดการมรดกชาวต่างชาติในไทยเริ่มจากการแยกทรัพย์เป็นสองประเภท พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ มาตรา ๓๗ ให้มรดกที่เป็นอสังหาริมทรัพย์เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ทรัพย์ตั้งอยู่ มาตรา ๓๘ ให้มรดกที่เป็นสังหาริมทรัพย์เป็นไปตามกฎหมายภูมิลำเนาของเจ้ามรดกในขณะถึงแก่ความตาย ที่ดินและห้องชุดในไทยจึงตกทอดตามกฎหมายไทยเสมอ

เมื่อชาวต่างชาติถึงแก่ความตายโดยมีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทย ศาลไทยไม่ได้นำกฎหมายมรดกของประเทศที่ผู้ตายถือสัญชาติมาใช้กับทั้งกองมรดกโดยอัตโนมัติ คำถามว่าจะใช้กฎหมายของประเทศใดเป็นเรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล (private international law หรือ conflict of laws คือกฎเกณฑ์ที่ชี้ว่าคดีซึ่งมีองค์ประกอบต่างประเทศต้องใช้กฎหมายของประเทศใด) ประเทศไทยบัญญัติเรื่องนี้ไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช ๒๔๘๑ ภาค ๖ ว่าด้วยมรดก มาตรา ๓๗ ถึงมาตรา ๔๒ กฎหมายฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๔๘๑ และฉบับปรับปรุงล่าสุดบนฐานข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ปรากฏการแก้ไขเนื้อหาเลยตลอดระยะเวลากว่าแปดสิบปี นอกจากรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยนามประเทศ พุทธศักราช ๒๔๘๒ ที่ให้ใช้คำว่า ไทย แทนคำว่า สยาม1

มาตรา ๓๗ บัญญัติว่า "มรดกเท่าที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่" และมาตรา ๓๘ บัญญัติว่า "ในส่วนที่เกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์ มรดกโดยสิทธิโดยธรรม หรือโดยพินัยกรรม ให้เป็นไปตามกฎหมายภูมิลำเนาของเจ้ามรดกในขณะที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย" บทบัญญัติทั้งสองแบ่งกองมรดกของผู้ตายคนเดียวออกเป็นสองส่วนตามประเภทของทรัพย์ ตำรากฎหมายเปรียบเทียบเรียกแนวทางนี้ว่าระบบแยกกองมรดก (scission คือการใช้กฎหมายต่างกันกับอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ของเจ้ามรดกรายเดียวกัน) ซึ่งตรงข้ามกับระบบกฎหมายเดียวทั้งกอง (unity of succession) ที่สหภาพยุโรปและญี่ปุ่นใช้ อันจะอธิบายในหมวดที่ VI

ผลในทางปฏิบัติของมาตรา ๓๗ ชัดเจน ที่ดิน บ้าน และห้องชุดที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยตกทอดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๖ ว่าด้วยมรดก ไม่ว่าเจ้ามรดกจะถือสัญชาติใดหรือมีภูมิลำเนาที่ใด ใครเป็นทายาท แต่ละคนได้ส่วนเท่าใด จึงวัดด้วยกฎหมายไทยทั้งหมด ส่วนเงินฝากในธนาคาร รถยนต์ หุ้น และสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์ ต้องตอบก่อนว่าเจ้ามรดกมีภูมิลำเนาที่ใดในขณะถึงแก่ความตาย ถ้าภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย กฎหมายไทยใช้กับสังหาริมทรัพย์ด้วย กองมรดกในไทยทั้งหมดจึงอยู่ใต้กฎหมายเดียว ถ้าภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ ส่วนที่เป็นสังหาริมทรัพย์ต้องแบ่งตามกฎหมายมรดกของประเทศนั้น ซึ่งผู้อ้างต้องนำสืบต่อศาลไทย

มาตรา ๓๘ ใช้จุดเกาะเกี่ยว (connecting factor คือข้อเท็จจริงที่กฎหมายขัดกันใช้ชี้ว่ากฎหมายของประเทศใดจะใช้บังคับ) เป็น "ภูมิลำเนา" ไม่ใช่ "สัญชาติ" ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๓๔/๒๔๘๕ คดีนั้นสามีเป็นคนในบังคับเดนมาร์ก สมรสกับหญิงไทยในประเทศไทยตามกฎหมายไทยและอยู่ในประเทศไทยตลอดมา ต่อมาเดินทางไปรักษาตัวและถึงแก่กรรมที่ประเทศเดนมาร์ก โดยมีสินสมรสอยู่ในประเทศไทย ผู้จัดการมรดกต่อสู้ว่าการสมรสไม่ถูกต้องตามกฎหมายเดนมาร์ก ภริยาจึงไม่มีสิทธิรับมรดก ศาลฎีกาวางหลักว่า "มรดกซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์ต้องเป็นไปตามภูมิลำเนาของเจ้ามรดก" และเห็นว่าพฤติการณ์ของผู้ตาย "แสดงให้เห็นเจตนาว่าต้องการยึดถือเอาประเทศไทยเป็นถิ่นที่อยู่แหล่งสำคัญต้องถือว่ามีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย" แม้ผู้ตายจะถึงแก่กรรมในต่างประเทศ ภริยาและบุตรจึงได้ส่วนแบ่งตามกฎหมายไทย2

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๓๔/๒๔๘๕ ให้หลักสองข้อที่ยังใช้ได้จนปัจจุบัน ข้อแรก ภูมิลำเนาวัดจากพฤติการณ์ว่าผู้ตายยึดถือที่ใดเป็นถิ่นที่อยู่แหล่งสำคัญ ไม่ได้วัดจากสถานที่ถึงแก่ความตายหรือสัญชาติในหนังสือเดินทาง ชาวต่างชาติที่เกษียณและพำนักในประเทศไทยหลายปี มีบ้านและครอบครัวอยู่ที่นี่ จึงอาจถือว่ามีภูมิลำเนาในไทยแม้ยังถือสัญชาติเดิม ข้อสอง ภูมิลำเนาเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องพิสูจน์ ทายาทควรรวบรวมหลักฐานตั้งแต่ต้น เช่น ระยะเวลาที่อยู่ในประเทศไทย ทะเบียนที่อยู่อาศัย การพำนักระยะยาวตามกฎหมายคนเข้าเมือง ที่ตั้งของครอบครัวและทรัพย์สินหลัก เพราะกฎหมายที่ใช้กับเงินฝากและสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดเปลี่ยนไปตามข้อเท็จจริงนี้

มาตรา ๔ แก้ปัญหาที่เรียกว่าการย้อนส่ง (renvoi คือกรณีที่กฎหมายขัดกันของต่างประเทศชี้กลับมาให้ใช้กฎหมายไทย) โดยบัญญัติว่า "ถ้าจะต้องใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับและตามกฎหมายต่างประเทศนั้น กฎหมายที่จะใช้บังคับได้แก่กฎหมายแห่งประเทศไทย ให้ใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศไทยบังคับ มิใช่กฎเกณฑ์แห่งกฎหมายไทยว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย" ตัวอย่างเช่น คนสัญชาติไทยที่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศญี่ปุ่นถึงแก่ความตายโดยมีเงินฝากในประเทศไทย มาตรา ๓๘ ชี้ไปที่กฎหมายญี่ปุ่น แต่กฎหมายขัดกันของญี่ปุ่นให้มรดกเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของผู้ตาย ซึ่งคือกฎหมายไทย ศาลไทยจึงใช้บรรพ ๖ ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยตรง ส่วนมาตรา ๓ ให้ใช้กฎเกณฑ์ทั่วไปแห่งกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลเมื่อไม่มีบทบัญญัติใดที่จะยกมาปรับกับกรณี3

เมื่อกฎหมายขัดกันชี้ไปที่กฎหมายต่างประเทศ ภาระพิสูจน์ว่ากฎหมายนั้นบัญญัติไว้อย่างไรตกแก่คู่ความที่กล่าวอ้าง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๐๒๗/๒๕๔๕ (คดีล้มละลาย) เป็นตัวอย่างที่ชัด ผู้ตายเป็นคนสัญชาติอังกฤษ ศาลอังกฤษตั้งโจทก์และบุคคลอีกคนหนึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน ต่อมาผู้จัดการมรดกอีกคนถึงแก่ความตาย โจทก์คนเดียวจึงฟ้องคดีล้มละลายในประเทศไทย ศาลฎีกาเห็นว่าอำนาจของผู้จัดการมรดกที่ศาลต่างประเทศตั้งไม่มีบทบัญญัติในพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายโดยตรง จึงใช้กฎเกณฑ์ทั่วไปตามมาตรา ๓ ซึ่งชี้ไปที่กฎหมายอังกฤษ แต่ "การที่ต้องใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับแก่กรณีเช่นนี้เป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องนำสืบให้เห็นว่ากฎหมายต่างประเทศนั้นบัญญัติไว้อย่างไร" เมื่อโจทก์นำสืบไม่ได้ ศาลจึงใช้กฎหมายภายในของไทยตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และเห็นว่าผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่คนเดียวไม่มีอำนาจฟ้องโดยลำพังเมื่อไม่มีคำสั่งศาล4

พินัยกรรมมีหลักเลือกกฎหมายของตนเองในมาตรา ๓๙ ถึง ๔๒ ความสามารถของบุคคลที่จะทำพินัยกรรมเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติในขณะที่ทำ (มาตรา ๓๙) แบบของพินัยกรรมเลือกได้สองทาง คือ "บุคคลจะทำพินัยกรรมตามแบบที่กฎหมายสัญชาติกำหนดไว้ก็ได้ หรือจะทำตามแบบที่กฎหมายของประเทศที่ทำพินัยกรรมกำหนดไว้ก็ได้" (มาตรา ๔๐) ผลและการตีความพินัยกรรมเป็นไปตามกฎหมายภูมิลำเนาของผู้ทำพินัยกรรมในขณะถึงแก่ความตาย (มาตรา ๔๑) การเพิกถอนพินัยกรรมเป็นไปตามกฎหมายภูมิลำเนาในขณะที่เพิกถอน และการตกไปของพินัยกรรมเป็นไปตามกฎหมายภูมิลำเนาในขณะถึงแก่ความตาย (มาตรา ๔๒)5 ชาวต่างชาติที่ทำพินัยกรรมตามแบบของกฎหมายไทยในประเทศไทย หรือตามแบบของกฎหมายสัญชาติของตน จึงมีแบบที่ศาลไทยยอมรับได้ทั้งสองทาง

จุดที่ยังเปิดให้ตีความคือความสัมพันธ์ระหว่างมาตรา ๓๗ กับมาตรา ๔๑ มาตรา ๓๗ ใช้กับ "มรดกเท่าที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์" ขณะที่มาตรา ๔๑ ให้ผลและการตีความพินัยกรรมเป็นไปตามกฎหมายภูมิลำเนาของผู้ทำ เมื่อผู้มีภูมิลำเนาในต่างประเทศทำพินัยกรรมยกที่ดินในประเทศไทย บทบัญญัติทั้งสองอาจชี้ไปคนละกฎหมาย การค้นระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๖๙ ด้วยคำค้นเรื่องกฎหมายแห่งถิ่นที่ทรัพย์ตั้งอยู่และมาตรา ๓๗ ไม่พบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ใช้มาตรา ๓๗ กับมรดกโดยตรง และไม่พบคำพิพากษาที่วินิจฉัยความสัมพันธ์ของบทบัญญัติทั้งสอง การทำพินัยกรรมแยกฉบับสำหรับทรัพย์สินในประเทศไทยตามแบบของกฎหมายไทย จึงลดโอกาสที่ทายาทจะโต้แย้งกันเรื่องกฎหมายที่ใช้บังคับ

II. คู่สมรสไทยของเจ้ามรดกต่างชาติ: จดทะเบียนสมรสกับไม่ได้จดทะเบียน

คู่สมรสที่มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมายไทยคือคู่สมรสที่จดทะเบียนแล้ว ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๔๕๗ ให้การสมรสมีได้เฉพาะเมื่อจดทะเบียน มาตรา ๑๖๒๙ วรรคท้ายและมาตรา ๑๖๓๕ ให้คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นทายาทโดยธรรมและได้ส่วนแบ่งตามทายาทอื่น คู่ที่อยู่กินโดยไม่จดทะเบียนไม่เป็นทายาท แต่อาจเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน

เมื่อสามีต่างชาติเสียชีวิต คำถามแรกของภรรยาไทยคือการสมรสนั้นมีผลตามกฎหมายไทยหรือไม่ มาตรา ๑๔๕๗ บัญญัติว่า "การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้จะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น"6 และมาตรา ๑๖๒๙ วรรคท้ายบัญญัติว่า "คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา ๑๖๓๕" มาตรา ๑๖๓๕ กำหนดส่วนแบ่งของคู่สมรสตามทายาทที่มีอยู่ ถ้ามีผู้สืบสันดาน คู่สมรสได้ส่วนแบ่งเสมือนทายาทชั้นบุตร ถ้ามีบิดามารดาหรือพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน คู่สมรสได้กึ่งหนึ่ง ถ้ามีพี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดา ปู่ย่าตายาย หรือลุงป้าน้าอา คู่สมรสได้สองในสาม และถ้าไม่มีทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙ เลย คู่สมรสได้มรดกทั้งหมด7

ก่อนแบ่งมรดก ต้องแยกสินสมรสออกก่อนตามมาตรา ๑๖๒๕ ซึ่งให้การคิดส่วนแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส "อยู่ในบังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการหย่าโดยยินยอมทั้งสองฝ่าย" และให้มีผลตั้งแต่วันที่การสมรสสิ้นไปด้วยความตาย8 ส่วนของภรรยาในสินสมรสจึงไม่ใช่มรดก ภรรยาได้ส่วนนั้นในฐานะเจ้าของ แล้วจึงรับมรดกในส่วนของสามีอีกชั้นหนึ่ง ตัวอย่างเช่น สามีต่างชาติซึ่งมีภูมิลำเนาในประเทศไทยถึงแก่ความตายโดยไม่มีพินัยกรรม เหลือภรรยาไทยที่จดทะเบียนสมรส และบุตรสองคนซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยบิดามารดาของสามีถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ส่วนของสามีในสินสมรสและสินส่วนตัวของสามีที่อยู่ในประเทศไทยแบ่งเป็นสามส่วนเท่ากันระหว่างภรรยากับบุตรสองคน ตามมาตรา ๑๖๓๕ (๑) ส่วนกฎหมายที่ใช้กับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาต่างสัญชาติเป็นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงของการสมรสแต่ละราย

การสมรสที่จดทะเบียนในต่างประเทศใช้ได้ในประเทศไทยเมื่อทำถูกแบบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๗๐/๒๕๖๙ วินิจฉัยว่า "การสมรสในต่างประเทศระหว่างคนที่มีสัญชาติไทยด้วยกัน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย จะทำตามแบบที่กำหนดไว้ตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายแห่งประเทศนั้นก็ได้" ในคดีนั้นผู้ตายสมรสกับผู้คัดค้านตามกฎหมายรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๓ ผู้คัดค้านแสดงบันทึกการสมรสและหนังสือรับรองจากเสมียนศาลพร้อมคำแปล ทั้งสองอยู่ในสหรัฐอเมริกากว่าสามสิบสามปี ศาลฎีกาเห็นว่าการสมรสสมบูรณ์ "ผู้คัดค้านจึงเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย" และกลับคำพิพากษาศาลล่าง ให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก9 ภรรยาไทยที่จดทะเบียนสมรสกับสามีต่างชาติในต่างประเทศจึงควรเก็บทะเบียนสมรสฉบับรับรองและคำแปลไว้ให้พร้อมใช้

คู่ที่อยู่กินกันโดยไม่จดทะเบียนสมรสอยู่ในฐานะต่างออกไป เพราะไม่ใช่ "คู่สมรส" ตามมาตรา ๑๖๒๙ จึงไม่มีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม เว้นแต่ผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้ อย่างไรก็ดี ศาลฎีกายอมรับว่าคู่ที่ไม่ได้จดทะเบียนอาจเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน และเป็น "ผู้มีส่วนได้เสีย" ที่ร้องขอต่อศาลให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกได้ตามมาตรา ๑๗๑๓10 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๓๙/๒๕๕๔ วางหลักว่า "ผู้มีส่วนได้เสียตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1713 นั้นไม่จำเป็นต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในฐานะทายาทโดยธรรมหรือในทางพินัยกรรมของผู้ตายโดยตรง" คดีนั้นสามีที่ไม่ได้จดทะเบียนอยู่กินกับผู้ตายตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ มีชื่อร่วมในโฉนดที่ดินสามแปลงและประกอบกิจการอู่ซ่อมรถด้วยกัน ศาลฎีกาให้ตั้งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับพี่น้องของผู้ตาย11

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๓๕๕/๒๕๕๑ ไปในทางเดียวกัน ภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนอยู่กินกับผู้ตายตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ มีบุตรสองคน และได้รถกระบะมาระหว่างอยู่กินกัน ศาลถือว่าทั้งสองประกอบอาชีพร่วมกัน "ผู้ร้องย่อมมีส่วนเป็นเจ้าของรถยนต์พิพาทด้วยในฐานะเจ้าของร่วม ผู้ร้องจึงมีส่วนได้เสียในรถยนต์ดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายและมีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย"12 แต่สิทธิเช่นนี้มีขอบเขต คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๗๓๔/๒๕๕๘ วางหลักว่า "เมื่อโจทก์กับผู้ตายไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ที่ดินและหุ้นดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส อันจะถือเป็นสินสมรส" และการที่ศาลเคยตั้งเป็นผู้จัดการมรดกเพราะอาจเป็นเจ้าของรวมเป็นการฟังข้อเท็จจริงเพื่อการตั้งผู้จัดการมรดกเท่านั้น ไม่ผูกพันว่าทรัพย์เป็นของร่วมกันจริง ผู้อ้างต้องพิสูจน์ใหม่ในคดีแบ่งทรัพย์13 ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๐๖๗/๒๕๖๐ เห็นว่า "ผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมย่อมสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายยิ่งกว่าผู้คัดค้านซึ่งเป็นเพียงเจ้าของรวมในทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันมากับผู้ตายในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น" และถอนผู้คัดค้านออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก ผลของคดีลักษณะนี้จึงขึ้นกับข้อเท็จจริงเฉพาะรายมาก14

คดีทั้งสี่เรื่องข้างต้นมีเจ้ามรดกเป็นคนไทย การค้นในระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๖๙ ไม่พบคดีที่เจ้ามรดกเป็นชาวต่างชาติในประเด็นคู่ที่ไม่ได้จดทะเบียน แต่หลักตามมาตรา ๑๗๑๓ ไม่ได้แยกตามสัญชาติของเจ้ามรดก และเมื่อเจ้ามรดกมีภูมิลำเนาในประเทศไทย ทั้งอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ในไทยอยู่ใต้กฎหมายไทยตามมาตรา ๓๗ และ ๓๘ หลักเดียวกันจึงใช้กับหญิงไทยที่อยู่กินกับชายต่างชาติโดยไม่จดทะเบียน สิ่งที่ช่วยคู่ที่ไม่ได้จดทะเบียนได้จริงในชั้นศาลคือหลักฐานการมีส่วนร่วมในการได้ทรัพย์มา เช่น ชื่อร่วมในเอกสารสิทธิ หลักฐานการโอนเงิน และการประกอบกิจการร่วมกัน

III. ทายาทต่างชาติกับที่ดินและห้องชุดในประเทศไทย

ทายาทที่เป็นคนต่างด้าวรับมรดกที่ดินในประเทศไทยได้อย่างจำกัด ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๙๓ ให้รัฐมนตรีอนุญาตให้ทายาทโดยธรรมได้ที่ดินไม่เกินจำนวนตามมาตรา ๘๗ ถ้าไม่ได้รับอนุญาต มาตรา ๙๔ ให้จำหน่ายภายในเวลาที่อธิบดีกำหนด ไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันแต่ไม่เกินหนึ่งปี ห้องชุดใช้พระราชบัญญัติอาคารชุดมาตรา ๑๙ เบญจ และ ๑๙ สัตต

ภรรยาไทยซึ่งเป็นทายาทของสามีต่างชาติรับมรดกที่ดินได้เต็มที่เช่นเดียวกับทายาทไทยทั่วไป ปัญหาเกิดเมื่อทายาทเป็นคนต่างด้าว เช่น บุตรที่ถือสัญชาติต่างประเทศ หรือบิดามารดาของผู้ตายที่อยู่ต่างประเทศ ประมวลกฎหมายที่ดิน หมวด ๘ ว่าด้วยการกำหนดสิทธิในที่ดินของคนต่างด้าว วางหลักในมาตรา ๘๖ ว่า "คนต่างด้าวจะได้มาซึ่งที่ดินก็โดยอาศัยบทสนธิสัญญาซึ่งบัญญัติให้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ได้" และต้องเป็นไปตามเงื่อนไขในกฎกระทรวงและได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ส่วนมาตรา ๘๗ กำหนดเพดานจำนวนที่ดินตามวัตถุประสงค์ เช่น ที่อยู่อาศัยครอบครัวละไม่เกินหนึ่งไร่15

สำหรับการได้ที่ดินทางมรดก มาตรา ๙๓ บัญญัติว่า "คนต่างด้าวได้มาซึ่งที่ดินโดยได้รับมรดกในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรม รัฐมนตรีจะอนุญาตให้ได้มาซึ่งที่ดินนั้น แต่เมื่อรวมกับที่มีอยู่แล้วไม่เกินจำนวนที่จะพึงมีได้ตามความในมาตรา ๘๗ ก็ได้" และมาตรา ๙๔ บัญญัติว่า "บรรดาที่ดินที่คนต่างด้าวได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ได้รับอนุญาต ให้คนต่างด้าวนั้นจัดการจำหน่ายภายในเวลาที่อธิบดีกำหนดให้ ซึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งปี ถ้าไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนด ให้อธิบดีมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้น"16 ถ้อยคำของมาตรา ๙๓ มีข้อสังเกตสามข้อ ข้อแรก ใช้กับ "ทายาทโดยธรรม" เท่านั้น ไม่รวมผู้รับพินัยกรรม ข้อสอง การอนุญาตเป็นดุลพินิจของรัฐมนตรี ("จะอนุญาต...ก็ได้") ไม่ใช่สิทธิของทายาท ข้อสาม แม้อนุญาตก็ยังติดเพดานตามมาตรา ๘๗ ทายาทต่างชาติที่ไม่ได้รับอนุญาตจึงได้รับประโยชน์จากที่ดินในรูปของเงินที่ได้จากการจำหน่าย

ผู้รับพินัยกรรมที่เป็นคนต่างด้าวอยู่ใต้มาตรา ๙๔ เช่นกัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๒๐๐/๒๕๔๐ เป็นกรณีเจ้ามรดกเป็นคนต่างด้าวที่เคยได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีให้ซื้อที่ดิน และทำพินัยกรรมยกที่ดินหนึ่งในสี่ส่วนให้หลานซึ่งเป็นคนต่างด้าว ศาลฎีกาเห็นว่าพินัยกรรมไม่เป็นโมฆะ และ "แม้ จ.จะไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้ถือครองที่ดินได้ จ. ก็ยังมีสิทธินำที่ดินพิพาทซึ่งรับมรดกมาจำหน่ายจ่ายโอนได้ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 94"17 ข้อจำกัดเรื่องที่ดินจึงไม่ทำให้พินัยกรรมเสียไป แต่เปลี่ยนสิ่งที่ผู้รับได้จากตัวที่ดินเป็นสิทธิจำหน่ายที่ดินนั้น

ข้อพิพาทที่พบบ่อยกว่าในครอบครัวต่างชาติคือที่ดินที่ซื้อด้วยเงินของคนต่างด้าวแต่ใส่ชื่อผู้อื่นถือแทน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๐๘๙/๒๕๕๘ ผู้ตายสัญชาติจีนซื้อและรับที่ดินยี่สิบสองแปลงในช่วงที่ยังเป็นคนต่างด้าวโดยใส่ชื่อบุตรถือแทน ต่อมาแปลงสัญชาติเป็นไทยและถึงแก่ความตาย ภริยาในฐานะผู้จัดการมรดกฟ้องเอาที่ดินคืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตราบใดที่ผู้ตายหรืออธิบดีกรมที่ดินยังไม่ได้จำหน่ายที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นของผู้ตาย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทย่อมเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย" และให้โอนเข้าชื่อผู้จัดการมรดก แล้วจำหน่ายภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดเพื่อนำเงินแบ่งแก่ทายาท18 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๑๙๕/๒๕๖๑ ย้ำผลเดียวกันว่า "สิทธิของ น. ในที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของรวมที่ตกทอดแก่ทายาทก็คือเงินที่ได้จากการจำหน่ายที่ดินพิพาท หาใช่กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท"19

คดีที่ใกล้กับครอบครัวไทยกับชาวต่างชาติที่สุดคือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๒๕๒/๒๕๕๔ ชายสัญชาติเบลเยียมอยู่กินกับหญิงไทยโดยไม่จดทะเบียนสมรส ออกเงินซื้อที่ดินแต่ใส่ชื่อน้องชายของหญิงไทย ศาลวินิจฉัยว่าผู้ถือชื่อเป็นตัวแทนและต้องคืน แต่การบังคับต้องทำโดยการจำหน่าย "เป็นกรณีที่ต้องบังคับตาม ป.ที่ดิน มาตรา 94 ที่บัญญัติให้คนต่างด้าวจัดการจำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด" และจำกัดเฉพาะตัวที่ดิน เพราะคนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างได้ ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๔๘/๒๕๒๒ วางหลักฝั่งผู้ถือชื่อว่า "บ.ซึ่งได้ที่ดินมาในฐานะเป็นเจ้าของแทนคนต่างด้าวย่อมไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นได้ เมื่อ บ. ตายที่นั้นไม่ใช่มรดกของ บ."20 สองคดีนี้แสดงว่าเอกสารการซื้อและหลักฐานแหล่งเงินมีผลโดยตรงต่อคำถามว่าที่ดินเป็นมรดกของใคร และทายาทฝ่ายใดได้ประโยชน์ในรูปใด

ห้องชุดมีกฎเฉพาะในพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๙ ให้คนต่างด้าวบางประเภทถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้ เช่น ผู้ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร และผู้นำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักร และมาตรา ๑๙ ทวิ จำกัดสัดส่วนห้องชุดที่คนต่างด้าวถือรวมกันไม่เกินร้อยละสี่สิบเก้าของเนื้อที่ห้องชุดทั้งหมดในอาคารชุดนั้น21 เมื่อห้องชุดตกทอดแก่ทายาทต่างชาติ กฎหมายแยกเป็นสองกรณี กรณีแรก ทายาทเป็นคนต่างด้าวตามมาตรา ๑๙ แต่ห้องชุดที่ได้มาทำให้สัดส่วนรวมเกินร้อยละสี่สิบเก้า มาตรา ๑๙ เบญจ (๑) ให้ "จำหน่ายเฉพาะห้องชุดที่เกินอัตราที่กำหนด" กรณีที่สอง ทายาทเป็นคนต่างด้าวนอกจากที่ระบุในมาตรา ๑๙ มาตรา ๑๙ สัตต บัญญัติให้ "ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบภายในกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในห้องชุด และต้องจำหน่ายห้องชุดนั้นภายในกำหนดเวลาไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในห้องชุด" ถ้าไม่จำหน่ายภายในกำหนด อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายแทนตามมาตรา ๑๙ เบญจ วรรคสี่22

IV. เงินฝาก บำนาญ และสิทธิที่ไม่ตกทอดเป็นมรดก

กองมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๖๐๐ ได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตายตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิด เว้นแต่สิ่งที่โดยกฎหมายหรือโดยสภาพเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ เงินฝากของสามีต่างชาติเป็นมรดกที่ตกทอดตามกฎหมายภูมิลำเนาตามมาตรา ๓๘ ส่วนบำนาญหรือเงินช่วยเหลือแก่คู่สมรสจากต่างประเทศขึ้นกับกฎหมายของประเทศผู้จ่าย

มาตรา ๑๕๙๙ วางหลักว่า "เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท" และมาตรา ๑๖๐๐ กำหนดขอบเขตว่า "กองมรดกของผู้ตายได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้ว เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้"23 เงินฝากในธนาคารไทยและเงินในบัญชีหลักทรัพย์ของสามีต่างชาติเป็นทรัพย์สินที่ตกทอด และเป็นสังหาริมทรัพย์ที่กฎหมายภูมิลำเนาตามมาตรา ๓๘ เป็นตัวกำหนดว่าใครได้ ทายาทไม่อาจเบิกถอนได้เองโดยลำพัง การจัดการต้องทำโดยผู้จัดการมรดก ซึ่งมาตรา ๑๗๑๑ รวมทั้งผู้ที่ตั้งขึ้นโดยพินัยกรรมและผู้ที่ศาลตั้ง

สิทธิรับเงินบำนาญรายเดือนของผู้ตายเองโดยทั่วไปเป็นสิทธิที่ผูกกับตัวผู้รับบำนาญ จึงเข้าข้อยกเว้นของมาตรา ๑๖๐๐ เมื่อผู้รับถึงแก่ความตาย สิทธิรับเงินงวดต่อไปไม่ตกทอดเป็นมรดก ส่วนเงินบำนาญหรือเงินช่วยเหลือที่จ่ายแก่คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ (survivor's benefit คือประโยชน์ที่กองทุนหรือรัฐผู้จ่ายให้แก่คู่สมรสหรือบุตรหลังผู้รับบำนาญถึงแก่ความตาย) เป็นสิทธิของคู่สมรสเองภายใต้กฎหมายของประเทศหรือกองทุนผู้จ่าย คำสั่งศาลไทยที่ตั้งผู้จัดการมรดกไม่ได้สร้างสิทธินี้ขึ้น และเกณฑ์ว่าคู่สมรสแบบใดมีสิทธิ ต้องเปิดดูจากกฎหมายของประเทศผู้จ่ายเป็นรายประเทศ บทความนี้จึงไม่วางเกณฑ์แทนกฎหมายต่างประเทศ ข้อมูลเรื่องบำนาญของสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และประเทศในสหภาพยุโรปภายใต้อนุสัญญาภาษีซ้อนอยู่ที่ Retire in Thailand Advisory (ภาษาอังกฤษ)

V. การร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของชาวต่างชาติ: ศาลที่มีเขตอำนาจ ผู้มีสิทธิร้อง และหน้าที่

คำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของชาวต่างชาติยื่นต่อศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาในขณะถึงแก่ความตาย ถ้าเจ้ามรดกไม่มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักร ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๔ จัตวา วรรคสอง ให้ยื่นต่อศาลที่ทรัพย์มรดกอยู่ในเขต ผู้ร้องได้แก่ทายาท ผู้มีส่วนได้เสีย หรือพนักงานอัยการตามมาตรา ๑๗๑๓ และคนต่างด้าวเป็นผู้จัดการมรดกได้

มาตรา ๔ จัตวา แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบัญญัติว่า "คำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ให้เสนอต่อศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตาย ในกรณีที่เจ้ามรดกไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร ให้เสนอต่อศาลที่ทรัพย์มรดกอยู่ในเขตศาล" และมาตรา ๔ ฉ ใช้กับคำร้องขอเกี่ยวกับทรัพย์สินในราชอาณาจักรเมื่อมูลคดีไม่ได้เกิดในราชอาณาจักรและผู้ร้องไม่มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักร24 การยื่นผิดศาลมีผลรุนแรง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๔๘/๒๕๔๓ เป็นกรณีพระภิกษุมีภูมิลำเนาที่จังหวัดเชียงใหม่และมีที่ดินที่จังหวัดลำพูน ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดลำพูน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การยื่นคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกรายนี้จึงต้องยื่นต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตขณะถึงแก่ความตาย" และถือเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย25 เมื่อภูมิลำเนาของชาวต่างชาติเป็นข้อเท็จจริงที่อาจโต้แย้งได้ตามที่อธิบายในหมวดที่ I การเลือกศาลจึงต้องอาศัยข้อเท็จจริงชุดเดียวกับการเลือกกฎหมาย การค้นเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๖๙ ไม่พบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ใช้มาตรา ๔ จัตวา วรรคสอง กับเจ้ามรดกที่ไม่มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรโดยตรง

ผู้มีสิทธิร้องขอตามมาตรา ๑๗๑๓ ได้แก่ "ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการ" ในกรณีที่ทายาทอยู่นอกราชอาณาเขตหรือเป็นผู้เยาว์ ผู้จัดการมรดกหรือทายาทไม่สามารถหรือไม่เต็มใจจัดการ หรือข้อกำหนดพินัยกรรมที่ตั้งผู้จัดการมรดกไม่มีผล และศาลตั้งตามข้อกำหนดพินัยกรรมถ้ามี หรือตั้ง "เพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามพฤติการณ์ และโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดก"10 มาตรา ๑๗๑๘ ห้ามเฉพาะผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ บุคคลวิกลจริตหรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ และบุคคลล้มละลาย สัญชาติจึงไม่ใช่เหตุต้องห้าม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๒๖/๒๕๔๑ ซึ่งภริยาที่จดทะเบียนเป็นคนต่างด้าวสัญชาติไต้หวันและอ่านเขียนภาษาไทยไม่ได้ วินิจฉัยว่า "การเป็นบุคคลต่างด้าวหาเป็นอุปสรรคในการจัดการมรดกของผู้ตายแต่อย่างใดไม่" และให้ตั้งร่วมกับบุตร26

ศาลไทยไม่ได้สันนิษฐานว่าผู้จัดการมรดกที่ศาลต่างประเทศตั้งมีอำนาจในประเทศไทยเพียงใด ผู้อ้างต้องพิสูจน์ แต่คำพิพากษาศาลฎีกาก็ไม่ได้วางหลักว่าคำสั่งของศาลต่างประเทศไร้ผลโดยสิ้นเชิง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๐๒๗/๒๕๔๕ ที่ยกในหมวดที่ I เห็นว่าอำนาจของผู้จัดการมรดกที่ศาลอังกฤษตั้งเป็นไปตามกฎหมายอังกฤษ ซึ่งผู้อ้างต้องนำสืบ ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๖๓๑/๒๕๕๗ เป็นกรณีผู้ตายมีเงินฝากในรัฐแคลิฟอร์เนีย ศาลสูงแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนียตั้งบุตรคนหนึ่งเป็นผู้จัดการมรดก และศาลไทยตั้งผู้จัดการมรดกสำหรับทรัพย์ในประเทศไทยแยกต่างหาก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ย่อมมีอำนาจจัดการมรดกของผู้ตายที่อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้" และยกฟ้องทายาทที่เรียกเงินคืนเข้ากองมรดก27 แนวทางในทางปฏิบัติจึงเป็นการแยกการจัดการตามประเทศที่ทรัพย์ตั้งอยู่ ผู้จัดการมรดกในต่างประเทศดูแลทรัพย์ในประเทศนั้น และศาลไทยตั้งผู้จัดการมรดกสำหรับทรัพย์ในประเทศไทย

เอกสารจากต่างประเทศต้องเป็นต้นฉบับหรือเอกสารที่รับฟังได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๒๒๒/๒๕๔๐ เป็นกรณีสามีชาวเยอรมันกับภริยาไทยถึงแก่ความตายในวันเดียวกัน มารดาของภริยาร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของทั้งสองคน บุตรของภริยาคัดค้านโดยอ้างพินัยกรรมและการเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมายเยอรมัน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพินัยกรรมของสามีที่ยื่นมามีแต่สำเนา "เมื่อพินัยกรรมดังกล่าวไม่ใช่ต้นฉบับเอกสารจึงต้องห้ามมิให้รับฟัง" พินัยกรรมเขียนเองของภริยาไม่ลงวันที่จึงไม่สมบูรณ์ และการรับบุตรบุญธรรมตามกฎหมายเยอรมันซึ่งไม่ได้รับอนุมัติจากศาล "ไม่สมบูรณ์ ไม่มีผลตามกฎหมาย" ผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ทายาทและไม่มีสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของสามี28 ใบมรณบัตร ทะเบียนสมรส พินัยกรรม และเอกสารสถานะครอบครัวที่ออกในต่างประเทศจึงควรเตรียมเป็นต้นฉบับหรือฉบับรับรองพร้อมคำแปล

เมื่อศาลตั้งแล้ว ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ตามกฎหมายไทยในส่วนของทรัพย์ในประเทศไทย มาตรา ๑๗๑๙ ให้ทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกและแบ่งปันทรัพย์มรดก มาตรา ๑๗๒๖ ให้ผู้จัดการมรดกหลายคนถือเสียงข้างมาก มาตรา ๑๗๒๘ ให้ลงมือทำบัญชีทรัพย์มรดกภายในสิบห้าวัน มาตรา ๑๗๒๙ ให้ทำบัญชีให้เสร็จภายในหนึ่งเดือนต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสีย และมาตรา ๑๗๓๒ ให้จัดการและทำรายงานแสดงบัญชีการจัดการและแบ่งปันมรดกให้เสร็จภายในหนึ่งปี เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรม ทายาทโดยจำนวนข้างมาก หรือศาลจะกำหนดเป็นอย่างอื่น29 กำหนดเวลาที่ทายาทต้องระวังที่สุดคือมาตรา ๑๗๕๔ วรรคหนึ่ง "ห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก" ภรรยาไทยที่รู้ถึงความตายของสามีในวันนั้นเองจึงมีเวลาหนึ่งปีสำหรับคดีมรดกที่ต้องฟ้อง30

VI. กฎหมายเปรียบเทียบ: สหภาพยุโรป อังกฤษและเวลส์ และญี่ปุ่น

เมื่อเทียบกับต่างประเทศ ระบบแยกกองมรดกตามมาตรา ๓๗ และ ๓๘ ของไทยใกล้กับกฎหมายอังกฤษ ขณะที่สหภาพยุโรปตามข้อบังคับที่ ๖๕๐/๒๐๑๒ และญี่ปุ่นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทั่วไปในการใช้กฎหมาย มาตรา ๓๖ ใช้กฎหมายเดียวกับทั้งกองมรดก อังกฤษยังให้คู่ที่อยู่กินโดยไม่จดทะเบียนร้องขอส่วนแบ่งจากกองมรดกได้ตามพระราชบัญญัติ ค.ศ. ๑๙๗๕ ซึ่งกฎหมายไทยไม่มี

สหภาพยุโรป ข้อบังคับ (EU) เลขที่ ๖๕๐/๒๐๑๒ ว่าด้วยมรดก (EU Succession Regulation) ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๘ (ค.ศ. ๒๐๑๕) ข้อ ๔ ให้ศาลของรัฐสมาชิกที่ผู้ตายมีถิ่นที่อยู่ปกติ (habitual residence คือถิ่นที่บุคคลใช้ชีวิตเป็นหลักตามข้อเท็จจริง) ในขณะถึงแก่ความตายมีเขตอำนาจเหนือมรดกทั้งกอง ข้อ ๒๑ วรรคหนึ่งให้ "the law applicable to the succession as a whole shall be the law of the State in which the deceased had his habitual residence at the time of death" (กฎหมายที่ใช้กับมรดกทั้งกองคือกฎหมายของรัฐที่ผู้ตายมีถิ่นที่อยู่ปกติในขณะถึงแก่ความตาย) เว้นแต่ปรากฏชัดว่าผู้ตายเกี่ยวพันใกล้ชิดกับรัฐอื่นมากกว่าตามวรรคสอง ข้อ ๒๒ วรรคหนึ่งให้บุคคลเลือกกฎหมายสัญชาติของตนเป็นกฎหมายที่ใช้กับมรดกทั้งกองได้ และข้อ ๒๓ วรรคหนึ่งย้ำว่ากฎหมายที่ได้มาตามข้อ ๒๑ หรือ ๒๒ "shall govern the succession as a whole" อารัมภบทข้อ ๓๗ อธิบายเหตุผลว่าเพื่อความแน่นอนทางกฎหมายและ "in order to avoid the fragmentation of the succession" กฎหมายนั้นจึงใช้กับทรัพย์สินทุกชิ้นในกองมรดก ไม่ว่าทรัพย์จะเป็นประเภทใดหรือตั้งอยู่ในรัฐที่สาม31 ข้อ ๓๐ ยังยอมรับว่ากฎเฉพาะของรัฐที่อสังหาริมทรัพย์ตั้งอยู่ ซึ่งจำกัดการรับมรดกด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ ครอบครัว หรือสังคม ใช้บังคับได้ต่อไป

ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป (Court of Justice of the European Union: CJEU) ใช้ข้อบังคับนี้ในคดี C-80/19 E.E. คำพิพากษาวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๓ (ค.ศ. ๒๐๒๐) ข้อเท็จจริงใกล้กับครอบครัวต่างชาติในประเทศไทยมาก มารดาของ E.E. ซึ่งเป็นคนสัญชาติลิทัวเนียสมรสกับชายสัญชาติเยอรมันและย้ายไปอยู่ประเทศเยอรมนีพร้อมบุตร ทำพินัยกรรมต่อโนตารี (notary คือเจ้าหน้าที่ผู้รับรองนิติกรรมในระบบกฎหมายภาคพื้นยุโรป) ในลิทัวเนียยกทรัพย์ทั้งหมดให้บุตร ถึงแก่ความตายในเยอรมนี และมีห้องชุดในเมืองเคานัสของลิทัวเนีย ศาลวินิจฉัยว่ามรดกนี้เป็นมรดกที่มีผลข้ามพรมแดนเมื่อทรัพย์ตั้งอยู่ในรัฐอื่นนอกจากรัฐที่ผู้ตายอยู่เป็นที่สุดท้าย (ย่อหน้า ๔๓ และ ๔๕) และถิ่นที่อยู่ปกติของผู้ตายต้องกำหนดโดยประเมินพฤติการณ์ทั้งหมด "in a single Member State" (ย่อหน้า ๔๐) เพราะการยอมให้มีหลายถิ่นที่อยู่ "would lead to a fragmentation of the succession" (ย่อหน้า ๔๑)32 แนวคิดของสหภาพยุโรปจึงตรงข้ามกับระบบแยกกองมรดกของไทย ผลที่ครอบครัวไทยควรทราบคือ ถ้าสามีชาวยุโรปมีถิ่นที่อยู่ปกติในรัฐสมาชิกและมีที่ดินในประเทศไทย ศาลในยุโรปอาจใช้กฎหมายของรัฐนั้นกับทั้งกองรวมทั้งที่ดินในไทย ขณะที่ศาลไทยใช้กฎหมายไทยกับที่ดินนั้นตามมาตรา ๓๗ และการจดทะเบียนโอนที่ดินในไทยต้องอาศัยคำสั่งศาลไทย

อังกฤษและเวลส์ ใช้ระบบแยกกองมรดกแบบเดียวกับไทย ศาลสูงอังกฤษในคดี Official Solicitor to the Senior Courts v Yemoh [2010] EWHC 3727 (Ch) ยกคำพิพากษาของ Sir Nicolas Browne-Wilkinson ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง Vice-Chancellor (หัวหน้าแผนกคดีแชนเซอรีของศาลสูงอังกฤษ) ในคดี Re Collens [1986] Ch 505 ที่หน้า ๕๑๒ ว่าภาระตามมาตรา ๔๖ แห่ง Administration of Estates Act 1925 (พระราชบัญญัติการจัดการมรดก ค.ศ. ๑๙๒๕) ตกได้เฉพาะเงินจากอสังหาริมทรัพย์ในอังกฤษ "There is no way in which it can be made to impose a charge on assets not devolving under English law since such charge is part of the English law of succession" (ย่อหน้า ๒๕) คดี Yemoh เองมีข้อเท็จจริงใกล้กับประเด็นของบทความ ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อ ค.ศ. ๑๙๘๑ โดยมีภูมิลำเนาในประเทศกานาและไม่มีพินัยกรรม แต่มีอสังหาริมทรัพย์ในอังกฤษ ศาลวินิจฉัยว่าคู่สมรสที่สมรสโดยชอบตามกฎหมายแห่งภูมิลำเนาของผู้ตาย "is entitled to be recognised in this country in relation to property, including real property, of the intestate being administered here, as a surviving spouse for the purpose of section 46" (ย่อหน้า ๒๐)33 ข้อเท็จจริงของคดี Re Collens เองยังเปิดอ่านจากรายงานคดีฉบับต้นไม่ได้ในวันที่ตรวจ บทความนี้จึงอ้างเฉพาะข้อความที่ศาลในคดี Yemoh ยกไว้

จุดที่อังกฤษต่างจากไทยชัดที่สุดคือคู่ที่ไม่ได้จดทะเบียน Inheritance (Provision for Family and Dependants) Act 1975 (พระราชบัญญัติการจัดสรรส่วนให้ครอบครัวและผู้อยู่ในอุปการะ ค.ศ. ๑๙๗๕) มาตรา ๑ วรรคหนึ่ง ใช้เมื่อผู้ตาย "dies domiciled in England and Wales" และให้คู่สมรสตาม (a) กับบุคคลตาม (ba) ร้องขอต่อศาลได้ มาตรา ๑ (1A) ให้สิทธิแก่ผู้ที่ตลอดสองปีก่อนผู้ตายถึงแก่ความตาย "was living— (a) in the same household as the deceased, and (b) as if that person and the deceased were a married couple or civil partners"34 ศาลอุทธรณ์อังกฤษในคดี Gully v Dix [2004] EWCA Civ 139 ซึ่งคู่อยู่กินกันตั้งแต่ ค.ศ. ๑๙๗๔ โดยไม่เคยสมรส ฝ่ายหญิงออกจากบ้านเพราะปัญหาการดื่มสุราของฝ่ายชายเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. ๒๐๐๑ และฝ่ายชายถึงแก่ความตายในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน วินิจฉัยว่าคำสำคัญคือ "household" ไม่ใช่ "house" ถ้าการแยกกันเป็นเพียงชั่วคราวและความสัมพันธ์ยังดำรงอยู่ ทั้งสองยังอยู่ในครัวเรือนเดียวกันและการร้องขอดำเนินต่อได้ (ย่อหน้า ๒๐ และ ๒๔) ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ (ย่อหน้า ๓๑)35 แต่สิทธินี้ใช้เฉพาะผู้ตายที่มีภูมิลำเนาในอังกฤษและเวลส์ หญิงไทยที่อยู่กินกับชายอังกฤษซึ่งมีภูมิลำเนาในประเทศไทยจึงไม่อาจอาศัยกฎหมายนี้

ญี่ปุ่น ใช้สัญชาติเป็นจุดเกาะเกี่ยวและใช้กฎหมายเดียวทั้งกอง 法の適用に関する通則法 (Act on General Rules for Application of Laws พระราชบัญญัติว่าด้วยหลักทั่วไปในการใช้กฎหมาย ฉบับที่ ๗๘ ค.ศ. ๒๐๐๖) มาตรา ๓๖ บัญญัติว่า 「相続は、被相続人の本国法による。」 (มรดกเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของเจ้ามรดก) มาตรา ๓๗ ให้การเกิดและผลของพินัยกรรมเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของผู้ทำในขณะทำ และมาตรา ๔๑ รับหลักการย้อนส่งเมื่อกฎหมายสัญชาติชี้กลับมาที่กฎหมายญี่ปุ่น36 สามีชาวญี่ปุ่นที่มีภูมิลำเนาในประเทศไทยจึงอาจมีกองมรดกที่ศาลญี่ปุ่นวัดด้วยกฎหมายญี่ปุ่นทั้งกอง ขณะที่ศาลไทยใช้กฎหมายไทยกับที่ดินในไทยตามมาตรา ๓๗ และกับสังหาริมทรัพย์ตามภูมิลำเนาในไทยตามมาตรา ๓๘ การค้นเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๖๙ ยังไม่พบคำพิพากษาศาลญี่ปุ่นที่เปิดอ่านต้นฉบับได้ในประเด็นมรดกของคนญี่ปุ่นที่มีทรัพย์ในประเทศไทย บทความนี้จึงยกเฉพาะตัวบท

สามระบบนี้ให้ข้อสรุปสำหรับผู้อ่านไทยสองข้อ ข้อแรก กองมรดกเดียวกันอาจถูกวัดด้วยกฎหมายต่างกันในศาลไทยกับศาลต่างประเทศ ที่ดินในไทยอยู่ใต้กฎหมายไทยเสมอในสายตาศาลไทย แต่ทรัพย์ที่อยู่ต่างประเทศต้องจัดการตามกฎหมายและกระบวนการของประเทศนั้น ข้อสอง กฎหมายไทยไม่มีช่องทางแบบพระราชบัญญัติ ค.ศ. ๑๙๗๕ ของอังกฤษที่ให้คู่อยู่กินร้องขอส่วนแบ่งจากกองมรดก ความคุ้มครองของคู่ที่ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทยจึงมีเพียงสิทธิในฐานะเจ้าของรวม (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๓๙/๒๕๕๔) และพินัยกรรมที่ผู้ตายทำไว้

VII. นิติเศรษฐศาสตร์และความรู้ข้ามศาสตร์: ต้นทุนของระบบแยกกองมรดกและความเปราะบางของคู่ที่ไม่ได้จดทะเบียน

ในทางนิติเศรษฐศาสตร์ มาตรา ๓๗ ทำให้กรรมสิทธิ์ที่ดินชัดเจนและโอนต่อได้ มาตรา ๓๘ ทำให้คาดหมายกฎหมายที่ใช้กับสังหาริมทรัพย์ได้ล่วงหน้า แต่ระบบแยกกองมรดกเพิ่มต้นทุนเมื่อทรัพย์อยู่หลายประเทศ งานสังคมวิทยาเรื่องการสมรสไทยกับชาวตะวันตกยังชี้ว่าคู่ที่ไม่ได้จดทะเบียนไม่มีหลักประกันเมื่ออีกฝ่ายถึงแก่ความตาย

Erin O'Hara และ Larry Ribstein เสนอใน University of Chicago Law Review ค.ศ. ๒๐๐๐ ว่าระบบกฎหมายขัดกันที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัย "clear rules that enable the parties to determine, at low cost and ex ante, what law applies" (กฎที่ชัดจนคู่กรณีรู้ได้ล่วงหน้าด้วยต้นทุนต่ำว่ากฎหมายใดใช้บังคับ) สำหรับที่ดิน ผู้เขียนสนับสนุนการใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่ทรัพย์ตั้งอยู่เป็นการทั่วไป รวมทั้งในเรื่องมรดกไม่มีพินัยกรรม เพราะความชัดเจนของกรรมสิทธิ์มีผลต่อราคาและความเป็นไปได้ของการประกันกรรมสิทธิ์ และต่อการโอนที่ดินไปสู่ผู้ใช้ที่ให้มูลค่าสูงสุด ส่วนทรัพย์อื่น กฎที่คาดหมายได้มากที่สุดคือกฎที่อาศัยภูมิลำเนาของเจ้าของ37 ข้อเสนอนี้อธิบายหน้าที่ทางเศรษฐศาสตร์ของมาตรา ๓๗ และ ๓๘ ได้ตรง กรมที่ดินและผู้ซื้อที่ดินจากกองมรดกไม่ต้องตรวจกฎหมายต่างประเทศก่อนรับโอน และทายาทคาดหมายได้ว่าเงินฝากจะแบ่งตามกฎหมายของถิ่นที่เจ้ามรดกใช้ชีวิตจริง

ต้นทุนของการออกแบบนี้ปรากฏเมื่อทรัพย์ของผู้ตายคนเดียวอยู่หลายประเทศ ต้นทุนธุรกรรม (transaction cost คือค่าใช้จ่ายและเวลาในการทำให้สิทธิเกิดผลจริง) เพิ่มขึ้นเพราะต้องตั้งผู้จัดการมรดกและพิสูจน์กฎหมายแยกตามประเทศ ดังที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๖๓๑/๒๕๕๗ ซึ่งมีผู้จัดการมรดกทั้งในแคลิฟอร์เนียและในประเทศไทย และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๐๒๗/๒๕๔๕ ซึ่งผู้อ้างพิสูจน์กฎหมายอังกฤษไม่ได้ อารัมภบทข้อ ๓๗ ของข้อบังคับสหภาพยุโรปเลือกอีกทางหนึ่ง คือยอมเสียความเรียบง่ายของทะเบียนที่ดินบางส่วน เพื่อหลีกเลี่ยงการแตกกองมรดก ส่วนประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๙๓ และ ๙๔ กับพระราชบัญญัติอาคารชุดมาตรา ๑๙ เบญจ และ ๑๙ สัตต เป็นนโยบายจำกัดการถือครองของคนต่างด้าวที่แปลงสิทธิในที่ดินเป็นสิทธิในเงิน ตามที่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๐๘๙/๒๕๕๘ และ ๘๑๙๕/๒๕๖๑ วางไว้ กลไกนี้รักษามูลค่าของทายาทไว้ได้ แต่กำหนดเวลาจำหน่ายหนึ่งร้อยแปดสิบวันถึงหนึ่งปีลดอำนาจต่อรองของผู้ขายเมื่อผู้ซื้อทราบว่าผู้ขายถูกบังคับให้ขาย

Adam Hirsch อธิบายใน Fordham Law Review ค.ศ. ๒๐๐๔ ว่ากฎหมายมรดกไม่มีพินัยกรรมเป็น "default rules" (กฎตั้งต้นที่ใช้เมื่อผู้ตายไม่ได้กำหนดไว้เอง และหลีกทางให้พินัยกรรม) ที่ควรออกแบบตามเจตนาที่น่าจะเป็นของผู้ตายส่วนใหญ่ เพราะถ้ากฎตั้งต้นคาดเจตนาได้ถูก ผู้ตายก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายทำพินัยกรรมเลย และชี้ว่าประมวลกฎหมายมรดกแบบเอกรูป (Uniform Probate Code) ของสหรัฐอเมริกาและกฎหมายของมลรัฐส่วนใหญ่ "disregarded" การอยู่กินอย่างผูกพันนอกการสมรส38 มาตรา ๑๖๒๙ ของไทยเป็นกฎตั้งต้นแบบเส้นแบ่งชัด (bright-line rule คือกฎที่ตัดสินด้วยเกณฑ์เดียวซึ่งพิสูจน์ง่าย) คือนับเฉพาะคู่สมรสที่จดทะเบียน กฎแบบนี้ลดต้นทุนการพิสูจน์และลดความไม่สมมาตรของข้อมูล (information asymmetry คือภาวะที่ฝ่ายหนึ่งรู้ข้อเท็จจริงมากกว่าอีกฝ่าย) ในชั้นศาล แต่อาจห่างจากเจตนาของชาวต่างชาติที่อยู่กินกับคู่ไทยมานานโดยไม่จดทะเบียน กฎหมายอังกฤษเลือกการทดสอบตามข้อเท็จจริงแทน ซึ่งต้องแลกด้วยการไต่สวนเรื่อง "household" อย่างในคดี Gully v Dix ในระบบไทย เครื่องมือที่แก้ช่องว่างนี้ได้คือพินัยกรรม ซึ่งมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายเปิดให้ชาวต่างชาติเลือกทำตามแบบของกฎหมายไทยหรือกฎหมายสัญชาติ

งานสังคมวิทยาการย้ายถิ่นยืนยันผลของการออกแบบนี้ในชีวิตจริง Paul Statham สัมภาษณ์หญิงไทยที่อยู่ร่วมกับชายชาวตะวันตกมาเจ็ดปีขึ้นไป ใน ค.ศ. ๒๐๑๖ ถึง ๒๐๑๗ ที่จังหวัดอุดรธานี จังหวัดเพชรบูรณ์ เมืองพัทยา และกรุงเทพมหานคร ตีพิมพ์ใน Journal of Ethnic and Migration Studies ซึ่งเป็นวารสารที่มีผู้ทรงคุณวุฒิประเมิน ผู้เขียนพบว่าเมื่อจดทะเบียนสมรสในประเทศไทย หญิงไทย "gains some degree of legal ownership over their capital and properties in Thailand ... and if he dies, she has inheritance rights" ขณะที่ความสัมพันธ์ที่ไม่ได้จดทะเบียน "provides neither enforceable rights, nor future security, for a woman" และสรุปว่า "rights matter only if they are enforceable"39 ข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับมาตรา ๑๔๕๗ และ ๑๖๒๙ และกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๗๓๔/๒๕๕๘ ที่ให้คู่ที่ไม่ได้จดทะเบียนต้องพิสูจน์ความเป็นเจ้าของรวมเป็นรายทรัพย์ ความเสี่ยงของหญิงไทยในครอบครัวข้ามชาติจึงไม่ได้มาจากสัญชาติของสามี แต่มาจากการไม่มีทะเบียนสมรสและไม่มีพินัยกรรม

VIII. ข้อพิจารณาสำหรับคู่สมรสไทยและครอบครัวเมื่อเจ้ามรดกเป็นชาวต่างชาติ

เมื่อสามีหรือภริยาชาวต่างชาติถึงแก่ความตาย ครอบครัวควรแยกทรัพย์ในไทยเป็นอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ รวบรวมหลักฐานภูมิลำเนาและทะเบียนสมรส ค้นหาพินัยกรรมทั้งในไทยและต่างประเทศ ยื่นคำร้องต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๔ จัตวา และนับกำหนดหนึ่งปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๗๕๔ ตั้งแต่วันที่ทราบความตาย

สำหรับคู่ที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งสองฝ่าย การวางแผนล่วงหน้าลดปัญหาข้างต้นได้มาก การจดทะเบียนสมรสทำให้คู่สมรสเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา ๑๔๕๗ และ ๑๖๒๙ การทำพินัยกรรมแยกสำหรับทรัพย์ในประเทศไทยตามแบบของกฎหมายไทยลดข้อโต้แย้งเรื่องกฎหมายที่ใช้กับพินัยกรรมตามมาตรา ๓๗ และ ๔๑ การเก็บหลักฐานแหล่งเงินที่ใช้ซื้อทรัพย์ช่วยพิสูจน์ความเป็นเจ้าของในภายหลัง และถ้ามีบุตรหรือญาติที่เป็นคนต่างด้าวเป็นผู้รับประโยชน์ ควรพิจารณาข้อจำกัดตามประมวลกฎหมายที่ดินและพระราชบัญญัติอาคารชุดตั้งแต่ตอนวางแผน ไม่ใช่หลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย

IX. คำถามที่พบบ่อยเรื่องการจัดการมรดกชาวต่างชาติ

คำถามที่พบบ่อยเรื่องการจัดการมรดกชาวต่างชาติในประเทศไทยมีห้าประเด็น คือ สิทธิรับมรดกของภรรยาไทย ศาลที่ต้องยื่นคำร้อง สิทธิของคู่ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ทายาทต่างชาติกับที่ดิน และผู้จัดการมรดกที่ศาลต่างประเทศตั้ง คำตอบด้านล่างอ้างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายที่ดิน และคำพิพากษาศาลฎีกา

สามีต่างชาติเสียชีวิต ภรรยาไทยมีสิทธิรับมรดกหรือไม่
มีสิทธิถ้าจดทะเบียนสมรสแล้ว ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๔๕๗ และ ๑๖๒๙ ให้คู่สมรสที่จดทะเบียนเป็นทายาทโดยธรรม ส่วนแบ่งเป็นไปตามมาตรา ๑๖๓๕ และภรรยาได้ส่วนของตนในสินสมรสก่อนตามมาตรา ๑๖๒๕ ที่ดินและห้องชุดในประเทศไทยแบ่งตามกฎหมายไทยตามมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย ส่วนเงินฝากแบ่งตามกฎหมายภูมิลำเนาของสามีตามมาตรา ๓๘
จัดการมรดกชาวต่างชาติต้องยื่นคำร้องที่ศาลใด
ยื่นต่อศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตาย ถ้าเจ้ามรดกไม่มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักร ให้ยื่นต่อศาลที่ทรัพย์มรดกอยู่ในเขตศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๔ จัตวา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๔๘/๒๕๔๓ ถือว่าการยื่นผิดศาลเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย
ภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้หรือไม่
อาจร้องขอได้ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา ๑๗๑๓ ถ้าเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๓๙/๒๕๕๔ และ ๔๓๕๕/๒๕๕๑ แต่ไม่เป็นทายาทโดยธรรม และศาลอาจเห็นว่าทายาทโดยธรรมเหมาะสมกว่าตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๐๖๗/๒๕๖๐
ชาวต่างชาติรับมรดกที่ดินในประเทศไทยได้หรือไม่
ทายาทโดยธรรมที่เป็นคนต่างด้าวต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๙๓ ภายในเพดานตามมาตรา ๘๗ ถ้าไม่ได้รับอนุญาตต้องจำหน่ายภายในเวลาที่อธิบดีกำหนด ไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันแต่ไม่เกินหนึ่งปี ตามมาตรา ๙๔ ผู้รับพินัยกรรมที่เป็นคนต่างด้าวมีสิทธิจำหน่ายที่ดินตามมาตรา ๙๔ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๒๐๐/๒๕๔๐
ผู้จัดการมรดกที่ศาลต่างประเทศตั้งใช้กับทรัพย์ในประเทศไทยได้หรือไม่
อำนาจของผู้จัดการมรดกที่ศาลต่างประเทศตั้งเป็นไปตามกฎหมายต่างประเทศ ซึ่งผู้อ้างต้องนำสืบต่อศาลไทย ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๐๒๗/๒๕๔๕ และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๖๓๑/๒๕๕๗ ยอมรับให้ผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลแคลิฟอร์เนียจัดการทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา ส่วนทรัพย์ในประเทศไทยมีผู้จัดการมรดกที่ศาลไทยตั้งแยกต่างหาก

บทความนี้เป็นหน้าย่อยของหน้าหลักด้านมรดกและพินัยกรรมของ Eksiam Legal ซึ่งอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๖ เรียงตามตัวบท ส่วนครอบครัวฝั่งชาวต่างชาติที่อ่านภาษาอังกฤษ อ่านเรื่องพินัยกรรมและมรดกของชาวต่างชาติที่เกษียณในไทยได้ที่ Retire in Thailand Advisory และเรื่องภาษีการรับมรดกอยู่ที่ Eksiam Tax ในเครือเดียวกัน

ขอบเขตของบทความนี้ — เนื้อหาข้างต้นอธิบายหลักกฎหมายทั่วไปเพื่อประโยชน์ในการทำความเข้าใจการจัดการมรดกที่มีองค์ประกอบต่างประเทศ ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมายเฉพาะกรณี กฎหมายมรดกของต่างประเทศและกฎหมายที่ใช้กับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาต่างสัญชาติต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและเอกสารของแต่ละครอบครัว