ปรับปรุงล่าสุด · อ้างอิงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๖ ฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน

สรุปสาระสำคัญ

  • มรดกตกทอดทันทีที่ตาย ตามมาตรา ๑๕๙๙ สิ่งที่ต้องรอคือการจัดการและการแบ่ง ไม่ใช่ความเป็นเจ้าของ
  • ต้องแยกสินสมรสก่อนเสมอ ตามมาตรา ๑๖๒๕ คู่สมรสรับสินสมรสกึ่งหนึ่งไปในฐานะเจ้าของ ก่อนที่ส่วนที่เหลือจะกลายเป็นกองมรดก
  • ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับ ตามมาตรา ๑๖๒๙ ลำดับต้นตัดสิทธิลำดับหลังทั้งหมด ยกเว้นบิดามารดาตามมาตรา ๑๖๓๐ วรรคสอง
  • คู่สมรสไม่ได้กึ่งหนึ่งเสมอไป ส่วนแบ่งผันแปรตามมาตรา ๑๖๓๕ ตั้งแต่เสมือนบุตรหนึ่งคน ไปจนถึงทั้งกอง
  • พินัยกรรมผิดแบบเป็นโมฆะ ตามมาตรา ๑๗๐๕ ไม่ว่าเจตนาจะชัดเจนเพียงใด และไม่มีการเยียวยาย้อนหลัง
  • อายุความคดีมรดกเพียงหนึ่งปี ตามมาตรา ๑๗๕๔ นับแต่ตายหรือแต่รู้ถึงความตาย โดยมีเพดานสิบปี

I. หลักการตกทอดของมรดกและขอบเขตของกองมรดก

มรดกตกทอดแก่ทายาททันทีที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายตามมาตรา ๑๕๙๙ โดยไม่ต้องรอคำสั่งศาลหรือการตั้งผู้จัดการมรดก กองมรดกตามมาตรา ๑๖๐๐ ประกอบด้วยทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดทั้งหมดของผู้ตาย หนี้สินจึงเป็นมรดกด้วย แต่ทายาทไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตนตามมาตรา ๑๖๐๑

มาตรา ๑๕๙๙ วางหลักไว้ด้วยถ้อยคำเพียงประโยคเดียวว่า เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท ความสำคัญของบทบัญญัตินี้อยู่ที่คำว่า ตกทอด ซึ่งเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายในทันทีที่ความตายเกิดขึ้น มิได้ขึ้นอยู่กับคำสั่งศาล การตั้งผู้จัดการมรดก หรือการที่ทายาทตกลงกันได้1 สิ่งที่ต้องรอคือการจัดการและการแบ่งปันทรัพย์ ไม่ใช่การได้มาซึ่งความเป็นเจ้าของ

ข้อแยกแยะนี้มิใช่เรื่องทางทฤษฎีล้วน แต่ให้ผลตามมาสองประการที่มีน้ำหนักในทางคดี ประการแรก ทายาทมีอำนาจฟ้องเพื่อรักษาสิทธิในกองมรดกได้ตั้งแต่ก่อนที่ศาลจะตั้งผู้จัดการมรดก และประการที่สอง อายุความคดีมรดกเริ่มนับตั้งแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย มิใช่วันที่ศาลมีคำสั่ง

ส่วนขอบเขตของกองมรดกนั้น มาตรา ๑๖๐๐ กำหนดว่าได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่าง ๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ ถ้อยคำ "หน้าที่และความรับผิด" มีความหมายตรงตัว กล่าวคือ หนี้สินของเจ้ามรดกเป็นส่วนหนึ่งของกองมรดกเช่นเดียวกับทรัพย์สิน การรับมรดกจึงมิใช่การรับเฉพาะสิทธิ

อย่างไรก็ดี มาตรา ๑๖๐๑ จำกัดความรับผิดของทายาทไว้ว่าไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน หลักนี้ทำให้การรับมรดกไม่กลายเป็นภาระที่ล้นเกินตัวทายาท แต่มิได้หมายความว่าสิทธิของเจ้าหนี้สูญไป เจ้าหนี้กองมรดกยังคงบังคับชำระหนี้จากกองมรดกได้เต็มจำนวนก่อนที่ทายาทจะได้รับส่วนแบ่งใด ๆ

สิทธิที่เป็นการเฉพาะตัวโดยแท้ย่อมไม่ตกทอด เช่น สิทธิที่ผูกติดกับตำแหน่งหรือคุณสมบัติส่วนตัวของผู้ทรงสิทธิ ในทางกลับกัน มีทรัพย์บางประเภทที่มักถูกเข้าใจว่าเป็นมรดกทั้งที่มิใช่ ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ระบุตัวผู้รับประโยชน์ไว้ มาตรา ๘๙๗ วรรคสอง กำหนดว่าเมื่อได้เอาประกันภัยไว้โดยระบุตัวผู้รับประโยชน์ เงินตามกรมธรรม์ย่อมตกแก่ผู้รับประโยชน์ผู้นั้นโดยตรง โดยเฉพาะจำนวนเบี้ยประกันภัยซึ่งผู้ตายได้ส่งไปแล้วเท่านั้นที่จัดเป็นสินทรัพย์ในกองมรดก อันเจ้าหนี้จะเรียกเอาจากผู้รับประโยชน์ได้14 ข้อนี้ต้องอ่านให้ตรงตัวบท มิใช่ว่าเจ้าหนี้เอื้อมไปไม่ถึงทั้งจำนวน ส่วนวรรคหนึ่งวางหลักตรงข้ามไว้ว่า หากระบุไว้เพียงว่าให้ใช้เงินแก่ "ทายาท" โดยมิได้เจาะจงตัวบุคคล เงินจำนวนนั้นย่อมตกเป็นสินทรัพย์ของกองมรดกเต็มจำนวน และอยู่ในความรับผิดต่อเจ้าหนี้ตามปกติ

II. การแยกทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสก่อนการแบ่งมรดก

เมื่อเจ้ามรดกมีคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ต้องแบ่งสินสมรสออกก่อนตามมาตรา ๑๖๒๕ คู่สมรสได้รับสินสมรสกึ่งหนึ่งไปในฐานะเจ้าของ มิใช่ในฐานะทายาท เฉพาะสินสมรสอีกกึ่งหนึ่งรวมกับสินส่วนตัวของผู้ตายเท่านั้นที่เป็นกองมรดกซึ่งจะนำไปแบ่งตามบรรพ ๖

ในกรณีที่เจ้ามรดกมีคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ทรัพย์สินที่ปรากฏอยู่ในวันถึงแก่ความตายไม่ได้กลายเป็นกองมรดกทั้งจำนวน มาตรา ๑๖๒๕ กำหนดให้การคิดส่วนแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้ตายกับคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ ตกอยู่ในบังคับของบทบัญญัติว่าด้วยการหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย โดยให้มีผลนับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตาย2

โครงสร้างของบทบัญญัตินี้จึงแบ่งกระบวนการออกเป็นสองชั้นที่ต้องทำตามลำดับ ชั้นแรกเป็นการชำระบัญชีทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา สินสมรสถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนเท่ากัน คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่รับส่วนของตนไปในฐานะเจ้าของ มิใช่ในฐานะทายาท ชั้นที่สองจึงเป็นการแบ่งมรดกตามบรรพ ๖ โดยกองมรดกประกอบด้วยสินสมรสอีกกึ่งหนึ่งรวมกับสินส่วนตัวของผู้ตายเท่านั้น

ตัวอย่างเพื่อประกอบความเข้าใจ — สามีภริยาจดทะเบียนสมรส มีบ้านซึ่งเป็นสินสมรสมูลค่า ๑๐ ล้านบาท และมีบุตรด้วยกันหนึ่งคน เมื่อสามีถึงแก่ความตาย กองมรดกมิใช่ ๑๐ ล้านบาท หากแต่เป็น ๕ ล้านบาท เพราะอีก ๕ ล้านบาทเป็นของภริยาอยู่แล้วในฐานะเจ้าของสินสมรส เมื่อนำ ๕ ล้านบาทที่เป็นมรดกมาแบ่งระหว่างภริยากับบุตรตามมาตรา ๑๖๓๕ (๑) ซึ่งให้คู่สมรสได้ส่วนแบ่งเสมือนเป็นทายาทชั้นบุตร ทั้งสองจึงได้รับคนละ ๒.๕ ล้านบาท ผลรวมสุดท้ายคือภริยาได้รับ ๗.๕ ล้านบาท และบุตรได้รับ ๒.๕ ล้านบาท มิใช่คนละ ๕ ล้านบาทตามที่มักเข้าใจกัน

ข้อพิจารณาที่ตามมาจากหลักเดียวกันนี้คือสถานะของผู้ที่อยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส กฎหมายมรดกยึดสถานะทางทะเบียนเป็นเกณฑ์ ผู้นั้นจึงไม่เป็นทายาทโดยธรรมของอีกฝ่ายเลย ไม่ว่าจะอยู่ร่วมกันเป็นเวลานานเพียงใด หรือบุคคลรอบข้างจะเข้าใจว่าเป็นสามีภริยากันก็ตาม สิ่งที่กฎหมายเปิดช่องให้คือการพิสูจน์กรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์ที่ร่วมกันทำมาหาได้ในฐานะเจ้าของร่วม ซึ่งเป็นสิทธิคนละประเภทกับสิทธิรับมรดก มีภาระการพิสูจน์หนักกว่า และมิได้ให้ผลเท่ากัน แนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางไว้ชัดว่า เมื่ออยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส ไม่ต้องพิจารณาว่าทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ คงต้องพิจารณาเฉพาะเรื่องกรรมสิทธิ์รวมว่าเป็นทรัพย์ที่ซื้อหามาด้วยเงินที่ร่วมกันทำมาหาได้หรือไม่ และหากทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์ที่ผู้ตายได้มาโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา ย่อมไม่ใช่ทรัพย์ที่อีกฝ่ายเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย16 ด้วยเหตุนี้ การทำพินัยกรรมจึงเป็นเครื่องมือเดียวที่ให้ผลแน่นอนสำหรับคู่ที่มิได้จดทะเบียน

III. ทายาทโดยธรรม: ลำดับ การตัดสิทธิ และข้อยกเว้น

ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับตามมาตรา ๑๖๒๙ โดยลำดับต้นตัดสิทธิของลำดับถัดไปทั้งหมดตามมาตรา ๑๖๓๐ วรรคหนึ่ง ข้อยกเว้นประการเดียวอยู่ในวรรคสอง ซึ่งให้บิดามารดาได้ส่วนแบ่งเสมือนทายาทชั้นบุตรเมื่อมีผู้สืบสันดานอยู่ด้วย ส่วนทายาทในลำดับเดียวกันได้รับส่วนแบ่งเท่ากันตามมาตรา ๑๖๓๓

เมื่อไม่มีพินัยกรรม หรือมีพินัยกรรมแต่มิได้ครอบคลุมทรัพย์ทั้งหมด มรดกในส่วนนั้นตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม มาตรา ๑๖๒๙ ใช้ถ้อยคำที่จำกัดขอบเขตไว้ชัดว่า ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น โดยเรียงลำดับก่อนหลังดังนี้3

ผู้สืบสันดานบุตร หลาน เหลน
บิดามารดาParents
พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันFull siblings
พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกันHalf siblings
ปู่ ย่า ตา ยายGrandparents
ลุง ป้า น้า อาUncles and aunts

กลไกที่ทำให้ลำดับเหล่านี้ทำงานอยู่ในมาตรา ๑๖๓๐ วรรคหนึ่ง ซึ่งวางหลักการตัดสิทธิไว้ว่า ตราบใดที่ยังมีทายาทในลำดับต้นมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ยังไม่ขาดสาย ทายาทลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกเลย ข้อความนี้ต้องอ่านตามตัวอักษร ผลมิใช่การได้รับส่วนแบ่งที่น้อยลง แต่เป็นการไม่ได้รับส่วนแบ่งใด ๆ ทั้งสิ้น เมื่อเจ้ามรดกมีบุตร พี่น้องของเจ้ามรดกจึงไม่มีสิทธิในกองมรดกแม้แต่ส่วนเดียว

วรรคสองของมาตราเดียวกันวางข้อยกเว้นไว้หนึ่งประการ คือเมื่อมีผู้สืบสันดานยังมีชีวิตอยู่ และมีบิดามารดาของเจ้ามรดกยังมีชีวิตอยู่ด้วย ให้บิดามารดาได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตร ทายาทลำดับที่สองจึงไม่ถูกลำดับที่หนึ่งตัดออก แต่เข้ามารับส่วนแบ่งเท่ากับบุตรหนึ่งคน ข้อยกเว้นนี้จำกัดเฉพาะบิดามารดา และไม่ขยายไปถึงทายาทลำดับอื่นแต่อย่างใด

ภายในลำดับเดียวกัน มาตรา ๑๖๓๓ กำหนดให้ทายาทได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน และหากในลำดับนั้นมีทายาทเพียงคนเดียว ผู้นั้นย่อมได้รับส่วนแบ่งทั้งหมด หลักความเสมอภาคนี้เด็ดขาดในทางกฎหมาย กล่าวคือกฎหมายมรดกไทยไม่จำแนกตามอายุ ไม่จำแนกตามเพศ และไม่ให้น้ำหนักแก่ข้อเท็จจริงว่าทายาทคนใดปรนนิบัติดูแลเจ้ามรดกมากกว่ากัน ประเด็นสุดท้ายนี้เป็นมูลเหตุของข้อพิพาทในครอบครัวที่พบบ่อยที่สุด และเป็นเรื่องที่พินัยกรรมแก้ไขได้ล่วงหน้า แต่ศาลไม่อาจแก้ไขให้ได้ในภายหลัง เพราะไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจไว้

IV. สถานะของบุตรนอกสมรสและบุตรบุญธรรม

บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วและบุตรบุญธรรมถือเป็นผู้สืบสันดานเหมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๑๖๒๗ จึงเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่หนึ่งและได้ส่วนแบ่งเท่ากันทุกประการ การรับรองครอบคลุมถึงการรับรองโดยพฤติการณ์ ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจริงจึงเป็นเรื่องภาระการพิสูจน์ มิใช่เรื่องการมีสิทธิ

มาตรา ๑๖๒๗ บัญญัติให้ถือว่าบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรม เป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้4 ทั้งสองกลุ่มจึงมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่หนึ่งโดยสมบูรณ์ และได้รับส่วนแบ่งเท่ากับบุตรที่เกิดในสมรสทุกประการ

ปัญหาในทางปฏิบัติมิได้อยู่ที่การมีสิทธิ แต่อยู่ที่ถ้อยคำ "ได้รับรองแล้ว" ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะการจดทะเบียนรับรองบุตร หากรวมถึงการรับรองโดยพฤติการณ์ เช่น การให้ใช้นามสกุล การแจ้งเกิดในฐานะบิดา การอุปการะเลี้ยงดู หรือการแสดงออกต่อบุคคลภายนอกว่าเป็นบุตรของตน ข้อจำกัดคือพฤติการณ์เหล่านี้ต้องนำสืบในเวลาที่บิดาถึงแก่ความตายไปแล้ว พยานหลักฐานย่อมกระจัดกระจาย และฝ่ายที่โต้แย้งย่อมมีประโยชน์ได้เสียในการปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์จึงหนักกว่าที่ผู้อยู่ในฐานะนี้มักคาดไว้ ส่วนบุตรของมารดานั้นเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของมารดาเสมอ ไม่มีประเด็นให้ต้องพิสูจน์

ข้อจำกัดสำคัญของมาตรา ๑๖๒๗ อยู่ที่ถ้อยคำ "ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้" ซึ่งศาลฎีกาตีความอย่างเคร่งครัดว่าหมายถึงบุตรบุญธรรมที่จดทะเบียนรับตามแบบที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น การเลี้ยงดูอย่างบุตรบุญธรรมโดยพฤตินัยโดยมิได้จดทะเบียน ไม่ก่อให้เกิดฐานะผู้สืบสันดานตามมาตรานี้15 ต่างจากกรณีบุตรนอกกฎหมายซึ่งการรับรองโดยพฤติการณ์ใช้ได้ ความแตกต่างจุดนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจสลับกันบ่อย และให้ผลต่างกันโดยสิ้นเชิงในวันแบ่งมรดก

V. ลำดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสตามมาตรา ๑๖๓๕

ส่วนแบ่งของคู่สมรสไม่คงที่ แต่ผันแปรตามมาตรา ๑๖๓๕ กล่าวคือ ได้เสมือนทายาทชั้นบุตรเมื่อมีผู้สืบสันดาน ได้กึ่งหนึ่งเมื่อมีบิดามารดาหรือพี่น้องร่วมบิดามารดา ได้สองส่วนในสามเมื่อมีทายาทลำดับที่สี่ถึงหก และได้ทั้งหมดเมื่อไม่มีทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙ เลย

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่มีฐานะพิเศษในโครงสร้างของบรรพ ๖ กล่าวคือเป็นทายาทโดยธรรมเสมอ แต่มิได้ถูกจัดไว้ในลำดับใดลำดับหนึ่งตามมาตรา ๑๖๒๙ มาตรา ๑๖๓๕ จึงกำหนดส่วนแบ่งไว้เป็นบทบัญญัติพิเศษ โดยให้ผันแปรตามว่ามีทายาทลำดับใดเหลืออยู่ในขณะนั้น5

ทายาทที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนแบ่งของคู่สมรส ฐานกฎหมาย
มีผู้สืบสันดาน (ลำดับ ๑) ได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตร ม. ๑๖๓๕ (๑)
ไม่มีผู้สืบสันดาน แต่มีบิดามารดา (ลำดับ ๒) หรือมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน (ลำดับ ๓) ได้รับมรดกกึ่งหนึ่ง ม. ๑๖๓๕ (๒)
มีทายาทลำดับ ๔, ๕ หรือ ๖ ได้รับมรดกสองส่วนในสาม ม. ๑๖๓๕ (๓)
ไม่มีทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙ เลย ได้รับมรดกทั้งหมด ม. ๑๖๓๕ (๔)

สิ่งที่โครงสร้างนี้แสดงให้เห็นและขัดกับความเข้าใจทั่วไปคือ คู่สมรสมิได้รับส่วนแบ่งกึ่งหนึ่งของกองมรดกโดยอัตโนมัติ เมื่อเจ้ามรดกมีบุตรสามคน คู่สมรสได้รับหนึ่งในสี่ของกองมรดก เมื่อมีบุตรห้าคนก็ได้รับหนึ่งในหก และในกรณีที่เจ้ามรดกไม่มีบุตรแต่บิดามารดายังมีชีวิตอยู่ คู่สมรสได้รับเพียงกึ่งหนึ่ง โดยต้องแบ่งอีกกึ่งหนึ่งให้แก่บิดามารดาของผู้ตาย สถานการณ์ประการหลังนี้เป็นเหตุแห่งความตึงเครียดในครอบครัวที่พบได้บ่อย เพราะเป็นผลที่คู่สมรสส่วนใหญ่มิได้คาดหมายไว้ล่วงหน้า

VI. การรับมรดกแทนที่และขอบเขตที่จำกัด

การรับมรดกแทนที่ตามมาตรา ๑๖๓๙ ใช้บังคับเฉพาะทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙ (๑) (๓) (๔) และ (๖) จึงไม่รวมบิดามารดาและปู่ย่าตายาย และไม่มีการรับมรดกแทนที่สำหรับคู่สมรส หากคู่สมรสถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก สิทธินั้นย่อมสิ้นไปโดยไม่ตกทอดต่อไป

ในกรณีที่ทายาทคนหนึ่งถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก หรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ส่วนแบ่งของผู้นั้นมิได้สูญไปเสมอไป มาตรา ๑๖๓๙ กำหนดให้ผู้สืบสันดานของทายาทผู้นั้นเข้ารับมรดกแทนที่ ดังเช่นกรณีที่บุตรถึงแก่ความตายก่อนบิดา หลานย่อมเข้ารับส่วนแบ่งของบิดาตน6

ขอบเขตของบทบัญญัตินี้แคบกว่าที่มักเข้าใจกัน เพราะมาตรา ๑๖๓๙ ระบุไว้โดยเฉพาะเจาะจงว่าใช้แก่ทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙ (๑) (๓) (๔) หรือ (๖) เท่านั้น จึงไม่รวมลำดับ (๒) บิดามารดา และไม่รวมลำดับ (๕) ปู่ ย่า ตา ยาย และเมื่อพิจารณาประกอบกับข้อที่ว่าคู่สมรสมิได้อยู่ในลำดับใดของมาตรา ๑๖๒๙ ย่อมได้ข้อสรุปว่า คู่สมรสไม่มีการรับมรดกแทนที่ หากคู่สมรสถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก สิทธินั้นย่อมสิ้นไป และไม่ตกทอดต่อไปยังบุตรของคู่สมรสที่เกิดจากความสัมพันธ์อื่น

ผลของโครงสร้างนี้ในเชิงการวางแผนคือ ครอบครัวที่มีบุตรติดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือครอบครัวที่เกิดจากการสมรสใหม่ มักได้รับผลลัพธ์ที่ห่างจากเจตนาของเจ้ามรดกอย่างมีนัยสำคัญหากปล่อยให้กฎหมายจัดการโดยลำพัง เพราะเกณฑ์ที่บรรพ ๖ ใช้คือความสัมพันธ์ทางสายโลหิตและสถานะทางทะเบียน มิใช่ความผูกพันตามความเป็นจริง

VII. แบบของพินัยกรรมทั้งห้าประเภท

กฎหมายไทยรับรองพินัยกรรมห้าแบบ ได้แก่ แบบธรรมดา (ม. ๑๖๕๖) เขียนเองทั้งฉบับ (ม. ๑๖๕๗) เอกสารฝ่ายเมือง (ม. ๑๖๕๘) เอกสารลับ (ม. ๑๖๖๐) และทำด้วยวาจา (ม. ๑๖๖๓) พินัยกรรมเป็นนิติกรรมที่กฎหมายบังคับแบบ การทำผิดแบบทำให้ตกเป็นโมฆะตามมาตรา ๑๗๐๕

มาตรา ๑๖๔๖ นิยามพินัยกรรมไว้ว่าเป็นการที่บุคคลแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเอง หรือในการต่าง ๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตาย7 ในทางลักษณะนิติกรรม พินัยกรรมจึงเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวที่ผู้ทำเพิกถอนได้ตลอดเวลาที่ยังมีชีวิต และมีผลบังคับต่อเมื่อผู้ทำถึงแก่ความตาย พินัยกรรมเป็นเครื่องมือเดียวที่ทำให้เจ้ามรดกกำหนดผลลัพธ์ด้วยตนเองได้ แทนที่จะรับผลตามลำดับและส่วนแบ่งที่อธิบายมาในหมวดก่อนหน้า

ลักษณะสำคัญที่แยกพินัยกรรมออกจากนิติกรรมทั่วไปคือ พินัยกรรมเป็นนิติกรรมที่กฎหมายบังคับแบบ ประมวลกฎหมายรับรองไว้ห้าแบบ และมาตรา ๑๗๐๕ กำหนดผลของการฝ่าฝืนไว้อย่างเด็ดขาดว่า พินัยกรรมหรือข้อกำหนดพินัยกรรมที่ทำขึ้นขัดต่อบทบัญญัติมาตรา ๑๖๕๒, ๑๖๕๓, ๑๖๕๖, ๑๖๕๗, ๑๖๕๘, ๑๖๖๐, ๑๖๖๑ หรือ ๑๖๖๓ ย่อมเป็นโมฆะ8 ความบกพร่องของแบบจึงมิใช่เรื่องรูปแบบที่ผ่อนผันกันได้ตามความเหมาะสม แต่ทำให้พินัยกรรมไม่มีผลตั้งแต่ต้น ไม่ว่าเจตนาของผู้ทำจะปรากฏชัดเจนเพียงใด

แบบของพินัยกรรม องค์ประกอบตามกฎหมาย พยาน กรณีที่เหมาะสม
แบบธรรมดา
ม. ๑๖๕๖
ทำเป็นหนังสือ ลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำขึ้น ผู้ทำลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน และพยานทั้งสองลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำในขณะนั้น ใช้วิธีพิมพ์ได้ อย่างน้อย ๒ คน กรณีทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อทรัพย์มรดกมีหลายรายการและต้องการความชัดเจนของข้อกำหนด
เขียนเองทั้งฉบับ
ม. ๑๖๕๗
ผู้ทำต้องเขียนด้วยลายมือตนเองทั้งฉบับ ทั้งข้อความ วัน เดือน ปี และลายมือชื่อ ใช้วิธีพิมพ์มิได้แม้แต่ส่วนเดียว ไม่ต้องมี กรณีเร่งด่วน กรณีที่ต้องการรักษาความลับ หรือกรณีที่หาพยานได้ยาก
เอกสารฝ่ายเมือง
ม. ๑๖๕๘
แจ้งข้อความที่ประสงค์ต่อกรมการอำเภอ (ในทางปฏิบัติคือนายอำเภอหรือผู้ได้รับมอบหมาย ณ ที่ว่าการอำเภอ) ต่อหน้าพยานสองคนพร้อมกัน เจ้าพนักงานจดข้อความและอ่านให้ฟัง ทุกฝ่ายลงลายมือชื่อ เจ้าพนักงานลงวันที่และประทับตราตำแหน่งรับรอง อย่างน้อย ๒ คน กรณีที่คาดหมายได้ว่าจะมีการโต้แย้ง และต้องการน้ำหนักพยานหลักฐานสูงที่สุด
เอกสารลับ
ม. ๑๖๖๐
ลงลายมือชื่อในพินัยกรรม ผนึกซองแล้วลงลายมือชื่อคาบรอยผนึก นำไปแสดงต่อกรมการอำเภอและพยานสองคน พร้อมให้ถ้อยคำว่าเป็นพินัยกรรมของตน เมื่อเจ้าพนักงานจดถ้อยคำและวันที่บนซองแล้ว ทุกฝ่ายลงลายมือชื่อบนซอง อย่างน้อย ๒ คน กรณีที่ต้องการให้ทางราชการรับรองการมีอยู่ของพินัยกรรม โดยไม่เปิดเผยเนื้อหาแก่ผู้ใด
ทำด้วยวาจา
ม. ๑๖๖๓–๑๖๖๔
ใช้ได้เฉพาะเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษซึ่งไม่อาจทำตามแบบอื่นได้ เช่น ตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย เวลามีโรคระบาด หรือสงคราม ต้องแสดงเจตนาต่อพยานสองคนพร้อมกัน และพยานต้องไปแสดงตนต่อกรมการอำเภอและแจ้งข้อความโดยไม่ชักช้า อย่างน้อย ๒ คน เหตุฉุกเฉินเท่านั้น — ความสมบูรณ์สิ้นไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่ผู้ทำกลับสู่ฐานะที่จะทำตามแบบอื่นได้

ในทางปฏิบัติ พินัยกรรมที่ใช้กันแทบทั้งหมดเป็นสองแบบแรก และเกณฑ์ที่ควรใช้ในการเลือกระหว่างสองแบบนี้มีข้อเดียว คือความน่าจะเป็นที่จะมีผู้โต้แย้งพินัยกรรมในภายหลัง หากประเมินได้ว่ามี พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองย่อมคุ้มค่ากับขั้นตอนที่เพิ่มขึ้น เพราะเจ้าพนักงานเข้ามาเป็นประจักษ์พยานถึงความสามารถและเจตนาของผู้ทำ ณ วันที่ทำ ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นโต้แย้งมากที่สุดเมื่อคดีขึ้นสู่ศาล

VIII. เหตุแห่งความไม่สมบูรณ์ที่พบบ่อยในทางปฏิบัติ

เหตุที่ทำให้พินัยกรรมตกเป็นโมฆะซึ่งพบบ่อยที่สุดมีห้าประการ ได้แก่ ผู้เขียนหรือพยานเป็นผู้รับทรัพย์ พยานเป็นบุคคลต้องห้ามตามมาตรา ๑๖๗๐ พยานมิได้อยู่พร้อมกันในขณะลงลายมือชื่อ การแก้ไขโดยมิได้ลงลายมือชื่อกำกับ และการใช้ลายพิมพ์นิ้วมือในพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ

ข้อสังเกตที่ได้จากคดีมรดกโดยทั่วไปคือ พินัยกรรมที่ศาลวินิจฉัยว่าไม่สมบูรณ์นั้น ส่วนใหญ่มิได้บกพร่องในเนื้อหาของข้อกำหนด แต่บกพร่องที่องค์ประกอบของแบบซึ่งผู้ทำมิได้ตระหนักว่าเป็นสาระสำคัญ ห้าประการต่อไปนี้เป็นเหตุที่ปรากฏซ้ำมากที่สุด

ประการที่หนึ่ง ผู้เขียนหรือพยานเป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรม — มาตรา ๑๖๕๓ ห้ามไว้โดยตรงว่าผู้เขียนหรือพยานในพินัยกรรมจะเป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมนั้นมิได้ และวรรคสองขยายข้อห้ามไปถึงคู่สมรสของผู้เขียนหรือพยานด้วย9 ข้อบกพร่องที่พบบ่อยคือการให้บุตรซึ่งจะได้รับทรัพย์เป็นผู้พิมพ์หรือเขียนพินัยกรรม หรือการให้คู่สมรสของผู้รับพินัยกรรมลงชื่อเป็นพยาน ผลคือข้อกำหนดในส่วนที่ให้ประโยชน์แก่บุคคลนั้นตกเป็นโมฆะ

ประการที่สอง พยานเป็นบุคคลต้องห้าม — มาตรา ๑๖๗๐ ห้ามมิให้บุคคลสามจำพวกเป็นพยานในการทำพินัยกรรม ได้แก่ ผู้ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ บุคคลวิกลจริตหรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ และบุคคลที่หูหนวก เป็นใบ้ หรือจักษุบอดทั้งสองข้าง10 ในทางปฏิบัติ ข้อบกพร่องมักเกิดจากการเลือกพยานจากผู้ที่อยู่ในที่นั้นโดยมิได้ตรวจสอบอายุ เช่น ผู้เยาว์ในครอบครัวซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ

ประการที่สาม พยานมิได้อยู่พร้อมกัน — มาตรา ๑๖๕๖ ใช้ถ้อยคำว่า "ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน" ซึ่งเป็นองค์ประกอบของแบบ มิใช่เพียงข้อแนะนำในทางปฏิบัติ การให้พยานคนหนึ่งลงลายมือชื่อในเวลาหนึ่งและอีกคนหนึ่งลงในเวลาต่อมา จึงไม่ครบองค์ประกอบ แม้ทั้งสองคนจะเป็นพยานตามความเป็นจริงและยืนยันข้อเท็จจริงได้ในชั้นศาลก็ตาม ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ตรงประเด็นว่า การที่พยานลงลายมือชื่อเป็นพยานในภายหลัง ย่อมขัดต่อมาตรา ๑๖๕๖ วรรคหนึ่ง และทำให้พินัยกรรมตกเป็นโมฆะตามมาตรา ๑๗๐๕16

คำพิพากษาสองเรื่องที่ควรอ่านคู่กัน — ทั้งสองเรื่องเป็นพินัยกรรมที่ใช้วิธีพิมพ์เหมือนกัน แต่ผลต่างกันสิ้นเชิง

ในเรื่องแรก พินัยกรรมทำขึ้นโดยใช้พิมพ์ดีดทั้งฉบับ ศาลวินิจฉัยว่าย่อมไม่ใช่พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับตามมาตรา ๑๖๕๗ คงเป็นแต่พินัยกรรมแบบธรรมดาตามมาตรา ๑๖๕๖ ซึ่งต้องมีพยานรู้เห็น เมื่อพยานลงลายมือชื่อภายหลัง พินัยกรรมจึงตกเป็นโมฆะ16

ในอีกเรื่องหนึ่ง พินัยกรรมมีข้อความเป็นตัวพิมพ์ดีดเป็นส่วนใหญ่ กรอกด้วยลายมือเฉพาะบางรายการ และผู้ทำลงทั้งลายมือชื่อและลายพิมพ์นิ้วมือ แต่เพราะได้ลงไว้ต่อหน้าพยานสองคนพร้อมกันและพยานลงลายมือชื่อครบถ้วน ศาลจึงวินิจฉัยว่าสมบูรณ์เป็นพินัยกรรมตามมาตรา ๑๖๕๖17

ข้อเทียบเคียงที่ได้จากสองเรื่องนี้คือ ตัวแปรชี้ขาดมิใช่วิธีการเขียนหรือพิมพ์ แต่คือคำว่า "พร้อมกัน" เมื่อเลือกไม่เขียนด้วยลายมือตนเองทั้งฉบับแล้ว องค์ประกอบเรื่องพยานจะกลายเป็นเงื่อนไขความสมบูรณ์ทันที

ประการที่สี่ การแก้ไขโดยมิได้ลงลายมือชื่อกำกับ — ทั้งมาตรา ๑๖๕๖ และมาตรา ๑๖๕๗ บัญญัติตรงกันว่า การขูดลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่จะได้ทำตามแบบเดียวกับที่ใช้ในการทำพินัยกรรม การขีดฆ่าชื่อผู้รับทรัพย์รายหนึ่งแล้วเขียนชื่ออีกรายหนึ่งแทนโดยไม่ลงลายมือชื่อกำกับ จึงไม่มีผลตามกฎหมาย และผลที่ตามมาคือทรัพย์ยังคงตกได้แก่ผู้ที่ถูกขีดฆ่าชื่อนั้นเอง

ประการที่ห้า การใช้ลายพิมพ์นิ้วมือในพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ — วรรคท้ายของมาตรา ๑๖๕๗ ระบุว่ามิให้ใช้บังคับมาตรา ๙ แก่พินัยกรรมที่ทำตามมาตรานี้ เมื่อมาตรา ๙ เป็นบทที่ให้ลายพิมพ์นิ้วมือพร้อมพยานรับรองสองคนมีผลเสมอกับการลงลายมือชื่อ ผลของการยกเว้นจึงเป็นว่า ลายพิมพ์นิ้วมือใช้แทนลายมือชื่อในพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับมิได้ กรณีที่ผู้ทำอ่อนแรงจนลงลายมือชื่อไม่ได้แต่ยังพิมพ์ลายนิ้วมือได้ จึงต้องเปลี่ยนไปใช้แบบธรรมดาหรือแบบเอกสารฝ่ายเมือง ซึ่งมาตรา ๙ ยังใช้บังคับอยู่

ลักษณะร่วมของเหตุทั้งห้าประการนี้คือ ทุกประการป้องกันได้ล่วงหน้าโดยแทบไม่มีต้นทุน แต่เยียวยาย้อนหลังไม่ได้เลยเมื่อผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตายแล้ว เพราะเป็นเรื่องขององค์ประกอบแห่งแบบซึ่งกฎหมายกำหนดผลไว้เป็นความเป็นโมฆะ มิใช่เรื่องที่ศาลจะใช้ดุลพินิจผ่อนผันตามความเป็นธรรมได้ ข้อนี้เป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดของสิ่งที่เรียกว่าการวางแผนทางกฎหมายเชิงป้องกัน

IX. ผู้จัดการมรดก: ฐานอำนาจและความจำเป็นในทางปฏิบัติ

กฎหมายมิได้บังคับให้ต้องตั้งผู้จัดการมรดกทุกกรณี แต่การโอนที่ดิน ห้องชุด บัญชีเงินฝาก และหุ้น ต้องอาศัยคำสั่งศาลเป็นฐานอำนาจในทางปฏิบัติ มาตรา ๑๗๑๓ ให้ทายาท ผู้มีส่วนได้เสีย หรือพนักงานอัยการร้องขอต่อศาลได้ตามเหตุที่บัญญัติไว้สามประการ

โดยหลักแล้ว หากทายาททุกคนตกลงกันได้ การแบ่งปันทรัพย์มรดกย่อมทำได้เองโดยไม่ต้องอาศัยกระบวนการทางศาล แต่ในทางปฏิบัติ ทรัพย์มรดกที่มีมูลค่าสูงมักเป็นทรัพย์ที่ต้องเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน ได้แก่ ที่ดิน ห้องชุด ยานพาหนะ บัญชีเงินฝาก และหุ้นในบริษัท และหน่วยงานที่รับผิดชอบทะเบียนเหล่านั้นต้องการคำสั่งศาลตั้งผู้จัดการมรดกเป็นฐานอำนาจในการดำเนินการ ความจำเป็นในการตั้งผู้จัดการมรดกจึงเกิดจากข้อกำหนดของระบบทะเบียนเป็นสำคัญ มิใช่จากตัวบทบรรพ ๖ โดยตรง

มาตรา ๑๗๑๓ ให้ทายาท ผู้มีส่วนได้เสีย หรือพนักงานอัยการ ร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ในสามกรณี คือเมื่อเจ้ามรดกตายและทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมได้สูญหายไป อยู่นอกราชอาณาจักร หรือเป็นผู้เยาว์ เมื่อผู้จัดการมรดกหรือทายาทไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ หรือมีเหตุขัดข้องในการจัดการหรือในการแบ่งปันมรดก และเมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้ไม่มีผลบังคับได้ด้วยประการใด ๆ11 ในการมีคำสั่ง ศาลจะตั้งตามข้อกำหนดพินัยกรรม และหากไม่มีข้อกำหนดเช่นว่านั้น ก็ให้ตั้งเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามพฤติการณ์

ประโยชน์ของการระบุตัวผู้จัดการมรดกไว้ในพินัยกรรมจึงมิได้อยู่ที่ความเรียบร้อยของเอกสาร แต่อยู่ที่การตัดเหตุแห่งข้อพิพาทออกไปหนึ่งชั้น เมื่อไม่มีการระบุไว้ ทายาทหลายฝ่ายมักยื่นคำร้องขอตั้งตนเองแข่งกัน คดีที่ควรใช้เวลาไม่กี่เดือนจึงยืดออกไปเป็นปี โดยที่ทรัพย์มรดกยังคงโอนเปลี่ยนมือไม่ได้ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว

X. อายุความคดีมรดกตามมาตรา ๑๗๕๔

มาตรา ๑๗๕๔ ห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หรือนับแต่ทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตาย และไม่ว่ากรณีใด ๆ ห้ามฟ้องเมื่อพ้นสิบปีนับแต่เจ้ามรดกตาย กรอบหนึ่งปีนี้ใช้กับผู้รับพินัยกรรมและเจ้าหนี้กองมรดกด้วย

มาตรา ๑๗๕๔ กำหนดกรอบเวลาไว้แคบกว่าอายุความทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ ห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก และไม่ว่ากรณีใด ๆ ห้ามมิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย กรอบหนึ่งปีนี้ใช้กับคดีฟ้องเรียกตามข้อกำหนดพินัยกรรมและกับเจ้าหนี้กองมรดกด้วยเช่นกัน12

เมื่อพิจารณาประกอบกับสภาพความเป็นจริงของครอบครัวที่เพิ่งสูญเสียสมาชิก จะเห็นได้ว่ากรอบเวลานี้บีบกว่าที่ตัวเลขบอก ช่วงเดือนแรก ๆ มักหมดไปกับพิธีการและการปรับตัว ช่วงถัดมาหมดไปกับความพยายามเจรจาแบ่งปันกันเองโดยไม่ต้องขึ้นศาล เมื่อปรากฏชัดว่าตกลงกันไม่ได้ ระยะเวลาที่เหลือสำหรับรวบรวมพยานหลักฐานและยื่นฟ้องจึงมักสั้นมาก ผลในทางสถิติคือข้อพิพาทมรดกจำนวนไม่น้อยยุติลงด้วยข้อต่อสู้เรื่องอายุความ โดยศาลยังมิได้วินิจฉัยว่าโดยเนื้อหาแล้วผู้ใดควรได้รับสิ่งใด

XI. ข้อพิจารณาในเชิงการวางแผนล่วงหน้า

กฎหมายมรดกได้เตรียมคำตอบไว้ให้ทุกคนแล้ว และคำตอบนั้นจะถูกใช้โดยอัตโนมัติเมื่อเจ้าของทรัพย์มิได้แสดงเจตนาไว้ คำถามที่ควรตั้งจึงเป็นว่าผลตามกฎหมายตรงกับเจตนาหรือไม่ กรณีที่มักไม่ตรงได้แก่ การอยู่กินโดยมิได้จดทะเบียนสมรส การสมรสใหม่ และกิจการของครอบครัว

เนื้อหาทั้งหมดข้างต้นนำไปสู่ข้อสรุปเชิงระบบประการเดียว คือกฎหมายมรดกไทยได้เตรียมคำตอบไว้ให้ทุกคนแล้ว และคำตอบนั้นจะถูกนำมาใช้โดยอัตโนมัติเมื่อเจ้าของทรัพย์มิได้แสดงเจตนาของตนไว้ คำถามที่ควรตั้งจึงมิใช่ว่าจำเป็นต้องทำพินัยกรรมหรือไม่ หากแต่เป็นคำถามว่า ผลลัพธ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ตรงกับเจตนาของเจ้าของทรัพย์หรือไม่

สถานการณ์ต่อไปนี้เป็นกรณีที่ผลตามกฎหมายมักไม่ตรงกับเจตนาที่แท้จริง และควรได้รับการทบทวนตั้งแต่ในเวลาที่ยังทบทวนได้

ในเชิงโครงสร้าง การวางแผนมรดกที่รัดกุมมักประกอบด้วยเอกสารมากกว่าพินัยกรรมฉบับเดียว กล่าวคือ ต้องจำแนกให้ชัดว่าทรัพย์ใดเป็นสินสมรสและทรัพย์ใดเป็นสินส่วนตัว ต้องกำหนดผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดในพินัยกรรม ต้องระบุตัวผู้จัดการมรดกไว้ล่วงหน้า และในกรณีที่เกี่ยวข้องกับกิจการของครอบครัว ต้องออกแบบข้อบังคับบริษัทและข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นให้รับกันกับแผนมรดกด้วย มิฉะนั้นเอกสารสองชุดจะขัดกันเองในวันที่ต้องนำมาใช้จริง

XII. กฎหมายเปรียบเทียบ: เสรีภาพในการทำพินัยกรรมกับการสงวนส่วนแบ่งบังคับ

กฎหมายไทยให้เสรีภาพในการทำพินัยกรรมเกือบเต็มที่ มาตรา ๑๖๐๘ วรรคท้ายกำหนดว่าเมื่อทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกเสียทั้งหมด ให้ถือว่าทายาทโดยธรรมที่มิได้รับประโยชน์เป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก ต่างจากฝรั่งเศสและเยอรมนีซึ่งสงวนส่วนแบ่งบังคับไว้ให้ผู้สืบสันดานเสมอ และต่างจากอังกฤษซึ่งเปิดให้ศาลใช้ดุลพินิจจัดสรรภายหลัง

ประเด็นที่คนไทยมักไม่ทราบคือ ระบบมรดกไทยเป็นระบบที่ให้เสรีภาพแก่เจ้าของทรัพย์มากกว่าระบบซีวิลลอว์ต้นแบบที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์รับอิทธิพลมา มาตรา ๑๖๐๘ ให้เจ้ามรดกตัดทายาทโดยธรรมคนใดมิให้รับมรดกก็ได้ด้วยการแสดงเจตนาชัดแจ้งโดยพินัยกรรมหรือโดยทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ และวรรคท้ายยังกำหนดผลโดยอัตโนมัติไว้ด้วยว่า เมื่อได้ทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกเสียทั้งหมดแล้ว ทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมย่อมถือเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก18 กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ บรรพ ๖ ไม่มีบทบัญญัติสงวนส่วนแบ่งขั้นต่ำไว้ให้บุตรหรือคู่สมรสเลย

ระบบกฎหมาย กลไกคุ้มครองครอบครัว สาระสำคัญ
ไทย
ปพพ. ม. ๑๖๐๘
ไม่มีการสงวนส่วนแบ่งบังคับ ทำพินัยกรรมยกทรัพย์ทั้งกองให้บุคคลภายนอกได้ ทายาทโดยธรรมที่ไม่ได้รับประโยชน์ถือว่าถูกตัดโดยผลของกฎหมาย
ฝรั่งเศส
C. civ. art. 913
Réserve héréditaire — ส่วนสงวนแก่ผู้สืบสันดาน ทรัพย์ที่จำหน่ายได้โดยเสน่หาหรือโดยพินัยกรรมต้องไม่เกินกึ่งหนึ่งเมื่อมีบุตรหนึ่งคน หนึ่งในสามเมื่อมีสองคน และหนึ่งในสี่เมื่อมีสามคนขึ้นไป19
เยอรมนี
BGB § 2303
Pflichtteil — สิทธิเรียกร้องเป็นตัวเงิน ผู้สืบสันดานที่ถูกตัดออกจากกองมรดกโดยพินัยกรรม เรียกจากทายาทได้เท่ากับกึ่งหนึ่งของมูลค่าส่วนแบ่งตามกฎหมาย สิทธิเดียวกันนี้เป็นของบิดามารดาและคู่สมรสด้วย20
อังกฤษ
Act 1975
ดุลพินิจศาลจัดสรรภายหลัง ไม่มีส่วนสงวนตายตัว แต่บุคคลตามที่กฎหมายกำหนดร้องขอให้ศาลสั่งจัดสรรจากกองมรดกได้ หากพินัยกรรมมิได้จัดให้อย่างสมควร21

ความแตกต่างเชิงโครงสร้างระหว่างสามระบบหลังนี้อยู่ที่รูปแบบของสิทธิ ฝรั่งเศสสงวนไว้เป็นส่วนแบ่งในตัวทรัพย์ เยอรมนีแปลงเป็นสิทธิเรียกร้องเงินต่อทายาทซึ่งไม่กระทบความเป็นเจ้าของของผู้รับพินัยกรรม ส่วนอังกฤษไม่กำหนดสัดส่วนไว้ล่วงหน้าเลย แต่ให้ศาลชั่งน้ำหนักตามข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี22 ทั้งสามระบบต่างมีกลไกรองรับกรณีที่พินัยกรรมทิ้งครอบครัวไว้โดยไม่มีอะไรเลย ซึ่งเป็นกลไกที่กฎหมายไทยไม่มี

ข้อเปรียบเทียบที่กระทบคนไทยโดยตรงที่สุด — กฎหมายอังกฤษให้สิทธิร้องขอต่อศาลแก่ผู้ที่อยู่กินร่วมชายคาเดียวกันกับผู้ตายอย่างสามีภริยาตลอดระยะเวลาสองปีก่อนตาย แม้มิได้จดทะเบียนสมรส ขณะที่กฎหมายไทยไม่ให้สิทธิใด ๆ แก่คู่ชีวิตที่มิได้จดทะเบียน ไม่ว่าจะอยู่ร่วมกันมานานเพียงใด ช่องว่างจุดนี้จึงต้องปิดด้วยพินัยกรรมเท่านั้น เพราะไม่มีบทบัญญัติใดในบรรพ ๖ ที่จะเยียวยาให้ได้ในภายหลัง

ข้อสรุปในเชิงเปรียบเทียบจึงมีสองด้านที่ต้องอ่านคู่กัน ด้านหนึ่ง เสรีภาพในการทำพินัยกรรมที่กว้างของไทยเป็นเครื่องมือวางแผนที่ทรงพลัง เจ้าของทรัพย์กำหนดผลลัพธ์ได้เกือบทั้งหมดโดยไม่ติดข้อจำกัดเรื่องส่วนสงวนอย่างในฝรั่งเศสหรือเยอรมนี อีกด้านหนึ่ง เสรีภาพเดียวกันนี้แปลว่าไม่มีตาข่ายรองรับเมื่อเจ้าของทรัพย์ใช้เสรีภาพนั้นไปในทางที่ทิ้งคนที่พึ่งพาตนไว้ข้างหลัง ทายาทที่ถูกตัดออกทั้งหมดในระบบไทยไม่มีสิทธิเรียกร้องส่วนขั้นต่ำเหมือน Pflichtteil และไม่มีช่องทางร้องขอต่อศาลเหมือนกฎหมายอังกฤษ ทั้งสองด้านนี้ชี้ไปที่ข้อสรุปเดียวกัน คือในระบบที่กฎหมายไม่ได้เตรียมทางแก้ไว้ให้ การออกแบบพินัยกรรมด้วยความรอบคอบตั้งแต่ต้นจึงมีน้ำหนักมากกว่าในระบบอื่น

XIII. คำถามที่พบบ่อย

เมื่อเจ้ามรดกมิได้ทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์มรดกตกทอดแก่ผู้ใด
ตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามลำดับที่มาตรา ๑๖๒๙ กำหนดไว้หกลำดับ ได้แก่ ผู้สืบสันดาน บิดามารดา พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน ปู่ย่าตายาย และลุงป้าน้าอา หลักทั่วไปตามมาตรา ๑๖๓๐ วรรคหนึ่งคือทายาทลำดับต้นตัดสิทธิของทายาทลำดับถัดไปโดยสิ้นเชิง มิใช่เพียงได้รับส่วนแบ่งน้อยลง ข้อยกเว้นอยู่ในวรรคสอง ซึ่งกำหนดว่าเมื่อมีผู้สืบสันดานและบิดามารดายังมีชีวิตอยู่ในเวลาเดียวกัน ให้บิดามารดาได้ส่วนแบ่งเสมือนเป็นทายาทชั้นบุตร ส่วนคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นเป็นทายาทโดยธรรมเสมอ แต่มิได้อยู่ในลำดับใดลำดับหนึ่ง ส่วนแบ่งจึงเป็นไปตามบทบัญญัติพิเศษในมาตรา ๑๖๓๕
คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกเพียงใด
ต้องพิจารณาเป็นสองขั้นตอนที่แยกจากกัน ขั้นแรกคือการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามมาตรา ๑๖๒๕ ซึ่งให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการหย่าโดยความยินยอมมาใช้บังคับ คู่สมรสจึงได้รับสินสมรสส่วนของตนคืนไปในฐานะเจ้าของ มิใช่ในฐานะทายาท เฉพาะส่วนที่เหลือของผู้ตายรวมกับสินส่วนตัวเท่านั้นที่เป็นกองมรดก ขั้นที่สองจึงแบ่งกองมรดกตามมาตรา ๑๖๓๕ กล่าวคือ ถ้ามีผู้สืบสันดานได้ส่วนแบ่งเสมือนเป็นทายาทชั้นบุตร ถ้ามีบิดามารดาหรือพี่น้องร่วมบิดามารดาได้กึ่งหนึ่ง ถ้ามีทายาทลำดับที่สี่ถึงหกได้สองส่วนในสาม และถ้าไม่มีทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙ เลย ได้รับมรดกทั้งหมด
พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับต้องมีพยานหรือไม่
ไม่ต้องมีพยาน มาตรา ๑๖๕๗ กำหนดเพียงว่าผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนข้อความ วัน เดือน ปี และลายมือชื่อด้วยลายมือของตนเองทั้งฉบับ จะใช้วิธีพิมพ์แม้แต่ส่วนหนึ่งส่วนใดมิได้ และการขูดลบ ตก เติม หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงต้องเขียนด้วยมือตนเองพร้อมลงลายมือชื่อกำกับ ข้อสังเกตที่สำคัญคือวรรคท้ายของมาตรานี้ตัดการใช้บังคับมาตรา ๙ ออก ลายพิมพ์นิ้วมือจึงใช้แทนลายมือชื่อในพินัยกรรมแบบนี้ไม่ได้ ส่วนพินัยกรรมแบบธรรมดาตามมาตรา ๑๖๕๖ นั้นพิมพ์ได้ แต่ผู้ทำต้องลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน และพยานทั้งสองต้องลงลายมือชื่อรับรองในขณะนั้น
บุตรที่บิดามารดามิได้จดทะเบียนสมรสกันมีสิทธิรับมรดกหรือไม่
มีสิทธิ มาตรา ๑๖๒๗ บัญญัติให้ถือว่าบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งสองจึงเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่หนึ่งโดยสมบูรณ์ ประเด็นที่กลายเป็นข้อพิพาทจึงมิใช่เรื่องการมีสิทธิ แต่เป็นเรื่องภาระการพิสูจน์ว่าการรับรองโดยพฤติการณ์ได้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ ซึ่งต้องพิสูจน์ในเวลาที่บิดาถึงแก่ความตายไปแล้ว
การจัดการมรดกจำเป็นต้องมีผู้จัดการมรดกทุกกรณีหรือไม่
ไม่จำเป็นเสมอไป หากทายาททุกคนตกลงกันได้และทรัพย์มรดกไม่อยู่ในประเภทที่ต้องจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน ทายาทย่อมแบ่งปันกันเองได้ แต่ในทางปฏิบัติ ที่ดิน ห้องชุด บัญชีเงินฝาก และหุ้น ล้วนต้องอาศัยคำสั่งศาลตั้งผู้จัดการมรดกเป็นฐานในการดำเนินการ มาตรา ๑๗๑๓ จึงให้ทายาท ผู้มีส่วนได้เสีย หรือพนักงานอัยการร้องขอต่อศาลได้ตามเหตุที่กฎหมายกำหนด
อายุความในการฟ้องคดีมรดกมีกำหนดเพียงใด
มาตรา ๑๗๕๔ ห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก และไม่ว่ากรณีใด ๆ ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย กำหนดหนึ่งปีนี้สั้นกว่าอายุความทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นเหตุให้ข้อพิพาทมรดกจำนวนไม่น้อยยุติลงด้วยข้อต่อสู้เรื่องอายุความ โดยศาลยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดี

ข้อพิพาทและการวางแผนเรื่องมรดกมักเกี่ยวพันกับกฎหมายสาขาอื่นในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะกฎหมายภาษีอากร กฎหมายบริษัท และกฎหมายว่าด้วยสถานะการพำนักของคนต่างด้าว หน้าต่อไปนี้อยู่ในเครือเดียวกันและต่อยอดจากเนื้อหาข้างต้นได้โดยตรง

ขอบเขตของบทความนี้ — เนื้อหาข้างต้นเป็นการอธิบายหลักกฎหมายทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๖ เพื่อประโยชน์ในการทำความเข้าใจโครงสร้างของกฎหมายและการตั้งประเด็นได้ถูกต้อง มิใช่ความเห็นทางกฎหมายต่อกรณีใดกรณีหนึ่งโดยเฉพาะ ข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย เช่น วันจดทะเบียนสมรส ลำดับการถึงแก่ความตาย หรือถ้อยคำที่ปรากฏในพินัยกรรม ย่อมทำให้ผลในทางกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดได้13