I. บทนำ: ความเชื่อที่ฝังลึก
เมื่อประชาชนพูดถึงกฎหมาย สิ่งที่มักปรากฏในจิตใจพร้อมกันคือความยุติธรรม ราวกับว่าทั้งสองเป็นสิ่งเดียวกัน คนที่ได้รับผลจากกฎหมายมักถามว่า "ยุติธรรมหรือเปล่า?" และคาดหวังว่าคำตอบจะเป็น "ถ้าถูกกฎหมาย ก็ต้องยุติธรรม" ความเชื่อนี้ฝังรากอยู่ในสังคมและแม้แต่ในกระบวนการศึกษากฎหมายในระดับต้น ซึ่งมักนำเสนอกฎหมายในฐานะ เครื่องมือแห่งความยุติธรรม ที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องสิทธิและส่งเสริมความเป็นธรรม
แต่นิติปรัชญา (jurisprudence หรือ philosophy of law) ซึ่งเป็นสาขาที่ศึกษาธรรมชาติและรากฐานของกฎหมายอย่างลึกซึ้ง บอกเราว่าความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับความยุติธรรมนั้นซับซ้อนกว่า ตึงเครียดกว่า และบางครั้งขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง บทความนี้สำรวจคำถามพื้นฐานที่สุดในทางนิติปรัชญา: กฎหมายต้องยุติธรรมเสมอหรือ? และถ้ากฎหมายอยุติธรรม เรายังคงต้องปฏิบัติตามมันหรือไม่?
คำถามเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเรื่องทางวิชาการที่ไม่มีผลในทางปฏิบัติ ตรงกันข้าม คำตอบที่แตกต่างกันนำไปสู่ระบบกฎหมาย โครงสร้างรัฐ และจริยธรรมของนักกฎหมายที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ดังที่ประวัติศาสตร์แห่งศตวรรษที่ ๒๐ ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างเจ็บปวด
II. ปฎิฐานนิยมทางกฎหมาย: กฎหมายคือคำสั่งของรัฎฐาธิปัตย์
กระแสความคิดที่มีอิทธิพลสูงที่สุดในวงนิติปรัชญาสมัยใหม่คือ ปฎิฐานนิยมทางกฎหมาย (legal positivism) ซึ่งมีแกนกลางอยู่ที่หลักการสำคัญประการหนึ่ง: กฎหมายและความยุติธรรมเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง กฎหมายคือสิ่งที่ถูกบัญญัติขึ้นโดยหน่วยงานที่มีอำนาจตามระบบสังคมหรือรัฎฐาธิปัตย์ (sovereign) และมีผลบังคับใช้จริง ส่วนคำถามว่ากฎหมายนั้น "ยุติธรรม" หรือไม่ เป็นเรื่องของการประเมินทางศีลธรรมที่แยกออกต่างหาก — ตอบคนละคำถามกันคนละขั้นตอน
จอห์น ออสติน (John Austin) นักนิติปรัชญาชาวอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ วางรากฐานแรกของแนวคิดนี้ในผลงาน The Province of Jurisprudence Determined1 ออสตินนิยามกฎหมายว่าเป็น คำสั่งของรัฎฐาธิปัตย์ (command of the sovereign) กล่าวคือ ผู้ที่สมาชิกสังคมยอมปฏิบัติตามเป็นนิสัยโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ตัวรัฎฐาธิปัตย์เองไม่ยอมอยู่ภายใต้อำนาจใครอื่น คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับได้ก็เพราะมีการขู่ลงโทษ (sanction) หากไม่ปฏิบัติตาม ไม่ใช่เพราะมันถูกต้องหรือยุติธรรม
ข้อสรุปที่สำคัญของออสตินคือ: กฎหมายที่ "ไม่ยุติธรรม" ก็ยังคงเป็นกฎหมายอยู่ดีตราบที่ออกโดยรัฎฐาธิปัตย์ที่ถูกต้อง ตรงนี้สำคัญมากเพราะมันขัดกับสัญชาตญาณของคนทั่วไปโดยตรง นักกฎหมายธรรมชาติมองว่าคำว่า "กฎหมายอยุติธรรม" เป็น "วงกลมที่เป็นสี่เหลี่ยม" — หมายความว่าเป็นคำพูดที่ขัดแย้งกันในตัวเอง เพราะวงกลมโดยนิยามต้องมีลักษณะกลม จะมีมุมฉากเป็นสี่เหลี่ยมไปพร้อมกันย่อมเป็นไปไม่ได้ ในทำนองเดียวกัน กฎหมายโดยนิยามต้องยุติธรรม หากมันอยุติธรรมก็ถือว่า "ไม่ใช่กฎหมาย" เลย แต่ออสตินปฏิเสธตรรกะนี้โดยสิ้นเชิง: "กฎหมาย" กับ "ความยุติธรรม" ไม่ได้ผูกติดกันโดยนิยาม ทั้งสองสามารถมีอยู่หรือขาดหายไปอย่างอิสระต่อกันได้ เหมือนที่เราอาจพูดถึง "ยาที่มีรสขม" โดยไม่ขัดแย้งกันในตัวเอง — ความขมไม่ได้ทำให้มันหยุดเป็น "ยา"
ฮันส์ เคลเซน (Hans Kelsen) นักนิติปรัชญาชาวออสเตรีย ผู้เขียน Pure Theory of Law2 พัฒนาปฎิฐานนิยมทางกฎหมายให้เป็นระบบที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น เคลเซนเสนอว่ากฎหมายเป็นระบบบรรทัดฐาน (Normenordnung) ที่มีลำดับชั้นพีระมิด: กฎระดับล่างได้รับความสมบูรณ์จากกฎระดับสูงกว่า จนถึงจุดสูงสุดที่เคลเซนเรียกว่า Grundnorm หรือ "บรรทัดฐานพื้นฐาน" ซึ่งเป็นสมมติฐานต้นกำเนิดของระบบ สิ่งที่ทำให้กฎหมายข้อหนึ่งมีผลบังคับคือการสืบทอดอำนาจในลำดับชั้นนี้เท่านั้น ไม่ใช่เนื้อหาทางศีลธรรม กฎหมายที่โหดร้ายอยุติธรรมก็ยังคง "สมบูรณ์" ในทางกฎหมายได้ หากออกโดยกระบวนการที่ถูกต้องตามลำดับชั้นนั้น
กฎหมายและความยุติธรรม (ศีลธรรม) เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง ความสมบูรณ์ของกฎหมาย (legal validity) วัดจากกระบวนการบัญญัติและสายการสืบทอดอำนาจเท่านั้น ไม่ใช่จากเนื้อหาที่สอดคล้องกับหลักศีลธรรม กฎหมายที่อยุติธรรมก็ยังคงเป็น "กฎหมาย" อยู่ดี — ส่วนคำถามว่าควรปฏิบัติตามหรือไม่เป็นคำถามทางจริยธรรมอีกชุดหนึ่งที่แยกออกมา
เอชแอลเอ ฮาร์ต (H.L.A. Hart) นักนิติปรัชญาชาวอังกฤษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ ได้พัฒนาปฎิฐานนิยมทางกฎหมายให้มีความละเอียดอ่อนยิ่งขึ้นในผลงาน The Concept of Law3 ฮาร์ตวิจารณ์ออสตินว่ามองกฎหมายแบบหยาบเกินไป เสมือนแค่ "การขู่ด้วยปืน" ของผู้มีอำนาจ โดยไม่อธิบายได้ว่าทำไมพลเมืองจึงรู้สึกว่ากฎหมาย "ผูกมัด" ตนในทางศีลธรรม ฮาร์ตจึงแยกแยะระหว่าง "กฎเบื้องต้น" (primary rules) ที่กำหนดพฤติกรรม กับ "กฎขั้นสอง" (secondary rules) ที่กำหนดกระบวนการสร้าง แก้ไข และตีความกฎหมาย โดยมี "กฎแห่งการยอมรับ" (rule of recognition) เป็นหัวใจของระบบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ในระบบกฎหมายใช้แยกแยะว่าอะไรคือ "กฎหมาย" ในระบบนั้น — ทั้งหมดนี้ยังคงแยกออกจากการตัดสินทางศีลธรรมว่ากฎหมายนั้น "ยุติธรรม" หรือไม่
III. ทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติ: กฎหมายที่อยุติธรรมมิใช่กฎหมาย
แนวคิดตรงข้ามกับปฎิฐานนิยมทางกฎหมายคือ ทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติ (natural law theory) ซึ่งมีรากฐานยาวนานกว่ามาก โดยย้อนไปถึงอริสโตเติล (Aristotle) และซิเซโร (Cicero) ในยุคกรีก-โรมัน และได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบโดยนักบุญโธมัส อไควนัส (Thomas Aquinas) ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ แนวคิดนี้ยืนยันตรงข้ามกับปฎิฐานนิยมทางกฎหมายว่า: ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับความยุติธรรมเป็นความสัมพันธ์ที่แยกออกจากกันไม่ได้โดยธรรมชาติ กฎหมายที่แท้จริงต้องสอดคล้องกับหลักการทางศีลธรรมหรือเหตุผลสากลบางประการ — หากไม่เป็นเช่นนั้น สิ่งที่เรียกว่า "กฎหมาย" นั้นก็ไม่ใช่กฎหมายที่แท้จริงเลย
อไควนัสวางนิยามของกฎหมายไว้ในงาน Summa Theologica4 ว่าเป็น "การกำกับเหตุผลเพื่อประโยชน์สาธารณะ บัญญัติโดยผู้ที่ดูแลชุมชน และประกาศใช้" กฎหมายที่ขัดต่อประโยชน์สาธารณะ ขัดต่อกฎหมายของพระเจ้า หรือขัดต่อกฎหมายธรรมชาติ ย่อมไม่ใช่กฎหมายที่แท้จริง แต่เป็นเพียง "การบิดเบือนของกฎหมาย" (corruption of law)
"กฎหมายที่อยุติธรรมไม่ใช่กฎหมายเลย" (An unjust law is no law at all) — นักบุญออกัสตีน แห่งฮิปโป ซึ่งอไควนัสนำมาพัฒนาต่อในทางนิติปรัชญา5
ลอน ฟุลเลอร์ (Lon L. Fuller) ได้พัฒนาแนวคิดกฎหมายธรรมชาติในรูปแบบร่วมสมัย ในผลงาน The Morality of Law6 ฟุลเลอร์เสนอว่ากฎหมายมี "ศีลธรรมภายใน" (inner morality of law) ซึ่งประกอบด้วยข้อกำหนด ๘ ประการ ได้แก่ ต้องเป็นหลักการทั่วไป ต้องประกาศให้สาธารณะรับรู้ ต้องไม่มีผลย้อนหลัง ต้องชัดเจน ต้องไม่ขัดแย้งกันเอง ต้องเป็นไปได้ที่จะปฏิบัติตาม ต้องมีความต่อเนื่อง และต้องมีความสอดคล้องระหว่างการบัญญัติกับการบังคับใช้ ระบบที่ล้มเหลวอย่างร้ายแรงในเกณฑ์เหล่านี้ไม่สมควรได้รับการเรียกว่า "ระบบกฎหมาย" เลย
IV. การโต้วาทีระหว่าง Hart กับ Fuller: ประเด็นที่ยังไม่ยุติ
การโต้วาทีทางนิติปรัชญาที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ ๒๐ เกิดขึ้นในปี ค.ศ. ๑๙๕๘ บนหน้า Harvard Law Review7 เมื่อฮาร์ตและฟุลเลอร์ถกเถียงกันตรงๆ ว่ากฎหมายนาซีเยอรมันซึ่งได้รับการบัญญัติตามกระบวนการที่ถูกต้องทางรัฐธรรมนูญแต่มีเนื้อหาที่โหดร้ายทารุณนั้น ยังคงเป็น "กฎหมาย" หรือไม่
ฮาร์ตยืนยันว่ากฎหมายนาซีเป็นกฎหมายในความหมายที่ถูกต้อง — มันถูกสร้างขึ้นตามกระบวนการที่ระบบยอมรับ และมีผลบังคับใช้จริงในทางสังคม การพิจารณาว่ากฎหมายใดควรได้รับการเคารพปฏิบัติตามเป็นคำถามทางศีลธรรม ไม่ใช่คำถามทางกฎหมาย
ฟุลเลอร์โต้แย้งว่าการแยกเด็ดขาดระหว่างกฎหมายกับศีลธรรมเช่นนั้นเป็นอันตราย เพราะมันทำให้นักกฎหมายกลายเป็นเพียงเครื่องมือของรัฐที่บังคับตามคำสั่ง โดยปราศจากการตรวจสอบจากหลักยุติธรรม ฟุลเลอร์เสนอว่าระบบกฎหมายนาซีไม่ใช่ "กฎหมายที่เลว" แต่ไม่ใช่กฎหมายเลย
Hart: "กฎหมายเลวก็ยังคงเป็นกฎหมาย — เราควรปฏิเสธมันด้วยเหตุผลทางศีลธรรม ไม่ใช่บอกว่ามันไม่ใช่กฎหมาย" · Fuller: "กฎหมายที่ขาดศีลธรรมภายในขั้นต่ำไม่ใช่กฎหมาย — การเรียกมันว่ากฎหมายเป็นการบิดเบือนแนวคิด"
V. สูตร Radbruch: เมื่อความอยุติธรรมสูงสุด กฎหมายย่อมสิ้นสภาพ
กุสตาฟ ราดบรุค (Gustav Radbruch) นักนิติปรัชญาชาวเยอรมันผู้ซึ่งในยุคแรกเป็นปฎิฐานนิยมทางกฎหมาย ได้เปลี่ยนแนวคิดอย่างสำคัญภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง บทความ Gesetzliches Unrecht und übergesetzliches Recht8 ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. ๑๙๔๖ กลายเป็นหนึ่งในงานนิติปรัชญาที่ทรงอิทธิพลที่สุดในศตวรรษที่ ๒๐
ราดบรุคเสนอสูตรที่ต่อมาถูกเรียกว่า Radbruch Formula ซึ่งวางหลักว่า: กฎหมายโดยทั่วไปต้องได้รับการปฏิบัติตามแม้จะไม่ยุติธรรม เพราะความแน่นอนทางกฎหมาย (legal certainty) เป็นคุณค่าที่สำคัญ แต่ เมื่อความขัดแย้งระหว่างกฎหมายกับความยุติธรรมถึงระดับที่ "ทนไม่ได้" (unerträgliches Maß) หรือเมื่อกฎหมายตั้งใจปฏิเสธความเสมอภาค กฎหมายนั้นย่อมสูญเสียสภาพการเป็นกฎหมาย9
สูตรนี้ถูกนำมาใช้จริงในศาลเยอรมันหลังสงคราม และต่อมาถูกนำมาใช้อีกครั้งหลังการรวมประเทศเยอรมนี เพื่อตัดสินความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่เยอรมันตะวันออกที่ยิงผู้พยายามข้ามพรมแดน10
VI. นัยต่อระบบกฎหมายไทยและวิชาชีพกฎหมาย
ระบบกฎหมายไทยรับอิทธิพลจากระบบซิวิลลอว์ (civil law) ของยุโรปภาคพื้นทวีปเป็นหลัก และมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดตามหลักนิติรัฐ ซึ่งในทางทฤษฎีสร้างระบบตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างกฎหมายกับหลักยุติธรรม
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดหมวดสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยซึ่งทำหน้าที่เป็นขีดจำกัดของอำนาจรัฐในการบัญญัติกฎหมาย11 ในแง่นี้ระบบกฎหมายไทยยอมรับหลักการบางประการของกฎหมายธรรมชาติ กล่าวคือ อำนาจในการบัญญัติกฎหมายของรัฐไม่ใช่สมบูรณ์ แต่มีขีดจำกัดจากสิทธิขั้นพื้นฐาน
พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๕๒๘ บัญญัติไว้อย่างมีนัยสำคัญว่าทนายความมีพันธกรณีในการ "ช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย"12 ซึ่งสะท้อนแนวคิดที่ว่าวิชาชีพกฎหมายมีพันธกรณีต่อความยุติธรรม ไม่ใช่แค่ต่อกฎหมายเท่านั้น สำหรับนักกฎหมายในทางปฏิบัติ ความตึงเครียดระหว่างกฎหมายกับความยุติธรรมปรากฏอยู่ทุกวัน — นักกฎหมายที่ดีต้องไม่ใช่เพียงผู้ที่รู้กฎหมาย แต่ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับความยุติธรรมด้วย
VII. บทสรุป: กฎหมายในฐานะกรอบ ไม่ใช่ความยุติธรรมเอง
สองพันปีของนิติปรัชญาไม่ได้ให้คำตอบสุดท้ายสำหรับคำถามว่ากฎหมายและความยุติธรรมสัมพันธ์กันอย่างไร แต่ให้บทเรียนที่มีคุณค่ากว่า: ความสัมพันธ์นี้เป็นปัญหาที่ต้องคิดอยู่เสมอ ไม่ใช่สิ่งที่แก้ได้ครั้งเดียวแล้วลืมไป และการคิดอย่างจริงจังกับคำถามนี้ไม่ใช่เรื่องหรูหราทางวิชาการ แต่เป็นรากฐานของการมีระบบกฎหมายที่ดี
ปฎิฐานนิยมทางกฎหมายสอนเราว่าไม่ควรสับสนระหว่าง "กฎหมายที่มีอยู่" (law as it is) กับ "กฎหมายที่ควรจะเป็น" (law as it ought to be) — การแยกสองสิ่งนี้ออกจากกันเป็นความชัดเจนทางปัญญาที่จำเป็น เพราะหากรวมเข้าด้วยกัน เราจะไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายที่มีอยู่ในแง่ว่าควรพัฒนาไปในทิศทางใดได้อย่างชัดเจน ทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติสอนเราว่ากฎหมายที่ปราศจากมิติทางศีลธรรมย่อมตกอยู่ในอันตรายของการกลายเป็นเครื่องมือของการกดขี่ ดังที่ประวัติศาสตร์ยุคนาซีพิสูจน์ไว้อย่างเจ็บปวด และสูตรของราดบรุคสอนเราว่าในสถานการณ์สุดขีด เมื่อกฎหมายฝ่าฝืนความยุติธรรมอย่างสุดจะทนได้ ความยุติธรรมต้องมีอำนาจเหนือกว่า
สำหรับประชาชนทั่วไปที่ใช้ชีวิตภายใต้ระบบกฎหมาย บทเรียนที่สำคัญที่สุดคือ: กฎหมายเป็นกรอบที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมความยุติธรรม แต่กรอบนั้นไม่ใช่ความยุติธรรมเอง การยอมรับโดยอัตโนมัติว่า "ถ้าถูกกฎหมายก็ต้องยุติธรรม" เป็นความเชื่อที่อันตราย เพราะมันปิดกั้นการตรวจสอบและการพัฒนาที่ระบบกฎหมายต้องการอยู่เสมอ ในขณะเดียวกัน การปฏิเสธว่า "กฎหมายไม่เกี่ยวกับความยุติธรรม" ก็เป็นอันตรายในแบบตรงกันข้าม เพราะมันเปิดทางให้กฎหมายกลายเป็นเครื่องมือของอำนาจโดยไม่มีหลักยุติธรรมเป็นเครื่องตรวจสอบ
ในท้ายที่สุด หน้าที่ของนักกฎหมายในฐานะผู้รักษาระบบยุติธรรม ไม่ใช่แค่การรู้กฎหมายและบังคับใช้มันอย่างเคร่งครัด แต่คือการเข้าใจว่ากฎหมายรับใช้คุณค่าใด และพร้อมตั้งคำถามเมื่อกฎหมายเบี่ยงเบนออกจากเป้าหมายนั้น นี่คือแก่นของวิชาชีพกฎหมายที่แยกแยะ "นักกฎหมาย" ออกจาก "ช่างเทคนิคด้านกฎหมาย" — คนแรกเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับความยุติธรรม คนหลังรู้แค่ว่ากฎหมายบอกว่าอะไร
มีคำถามเกี่ยวกับสิทธิทางกฎหมายของคุณ?
เอกสยาม ชัยศร พร้อมรับฟังและช่วยจัดกรอบเรื่องของคุณ