I. บทนำ

การพัฒนาของระบบเศรษฐกิจโลกและการค้าระหว่างประเทศในยุคปัจจุบันได้นำมาซึ่งความจำเป็นที่จะต้องศึกษาและเข้าใจกฎหมายองค์กรธุรกิจ (company law หรือ corporate law) ในเชิงเปรียบเทียบระหว่างระบบกฎหมายต่าง ๆ1 เพราะเมื่อธุรกรรมใดข้ามพรมแดนแห่งรัฐ ผู้ที่รับผิดชอบในการจัดวางโครงสร้างธุรกรรมนั้นย่อมต้องกลายเป็นนักเปรียบเทียบกฎหมายโดยปริยาย2

ดังที่ศาสตราจารย์ Klaus Hopt แห่ง Max Planck Institute for Comparative and International Private Law เมืองฮัมบูร์ก ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายองค์กรธุรกิจเปรียบเทียบระดับโลก ได้สังเกตว่านักกฎหมายและที่ปรึกษากฎหมาย "คือผู้เชี่ยวชาญตัวจริงทั้งในระบบกฎหมายองค์กรธุรกิจในประเทศและต่างประเทศ…การออกแบบและดำเนินงานทางกฎหมายสำหรับการควบรวมกิจการระหว่างประเทศ…เป็นงานที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ชั้นสูง"3

บทความนี้มุ่งนำเสนอกรอบทฤษฎีกฎหมายองค์กรธุรกิจในเชิงเปรียบเทียบ โดยอาศัยงานของ Andreas Cahn ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายแพ่ง กฎหมายพาณิชย์ และกฎหมายองค์กรธุรกิจ ซึ่งดำรงตำแหน่ง Executive Director ของ Institute for Law and Finance แห่งมหาวิทยาลัยเกอเธ่ แฟรงก์เฟิร์ต และ David C. Donald ศาสตราจารย์แห่ง Faculty of Law มหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกง ผู้เป็นอดีตทนายความด้านพาณิชย์และองค์กรธุรกิจในวอชิงตัน ดี.ซี.4 รวมถึงงานของ Chander Velu ศาสตราจารย์แห่ง Cambridge Judge Business School มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ด้านนวัตกรรมรูปแบบธุรกิจ5 และเปรียบเทียบกับบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ของไทยตลอดทั้งบทความ

II. นิยามและขอบเขตของกฎหมายองค์กรธุรกิจ

"กฎหมายองค์กรธุรกิจ" ในทุกระบบกฎหมายได้รับการเข้าใจโดยทั่วไปว่าเป็นชุดของกฎเกณฑ์ที่เอื้อให้เกิดการจัดตั้งนิติบุคคลซึ่งมี "คุณลักษณะโครงสร้างหลัก 5 ประการ" ได้แก่ (1) สภาพนิติบุคคล (2) ความรับผิดจำกัด (3) หุ้นที่สามารถโอนได้ (4) การบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ภายใต้โครงสร้างคณะกรรมการ และ (5) การถือครองร่วมกันโดยผู้ลงทุน6

01 สภาพนิติบุคคล Legal Personality
02 ความรับผิดจำกัด Limited Liability
03 หุ้นที่โอนได้ Transferable Shares
04 การบริหารรวมศูนย์ Centralized Management
05 การถือครองร่วมกัน Shared Ownership

John Armour แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด, Henry Hansmann แห่งมหาวิทยาลัยเยล และ Reinier Kraakman แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้ร่วมเขียน The Anatomy of Corporate Law ซึ่งเป็นตำราเปรียบเทียบกฎหมายองค์กรธุรกิจระดับโลก ได้ชี้ว่าคุณลักษณะทั้ง 5 ประการนี้มิใช่สิ่งใหม่แต่อย่างใด หากแต่เป็นผลสะสมของพัฒนาการทางกฎหมายที่ยาวนาน7 หากกฎหมายใดมิใช่กฎหมายองค์กรธุรกิจโดยตรง แต่มีหน้าที่ควบคุมคุณลักษณะหลักประการใดประการหนึ่ง กฎหมายนั้นก็ต้องนำมาศึกษาร่วมในกรอบนี้ด้วย8

เปรียบเทียบกับ ป.พ.พ. ไทย

เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบ ป.พ.พ. ไทย พบว่ามาตรา ๖๕ บัญญัติรับรองว่า "นิติบุคคลจะมีขึ้นได้ก็แต่ด้วยอาศัยอำนาจแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น"9 ซึ่งสะท้อนหลักการสำคัญว่าสภาพนิติบุคคลต้องได้รับการรับรองโดยกฎหมาย ไม่อาจเกิดขึ้นเองโดยลำพังบุคคล สอดคล้องกับแนวคิด numerus clausus ในกฎหมายเยอรมัน

มาตรา ๑๐๑๒ บัญญัตินิยามสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทว่าคือ "สัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น"10 และมาตรา ๑๐๑๕ รับรองอย่างชัดเจนว่าเมื่อจดทะเบียนแล้ว "ท่านจัดว่าเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นทั้งหลายซึ่งรวมเข้ากันเป็นหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น"11 ซึ่งรับรองคุณลักษณะข้อที่ 1 (สภาพนิติบุคคล) อย่างชัดแจ้ง ส่วนมาตรา ๑๐๑๓ กำหนดประเภทองค์กรธุรกิจไว้ 3 ประเภท ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนสามัญ ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัด12

III. แนวทางการศึกษากฎหมายเปรียบเทียบ

Cahn และ Donald ชี้ว่าการเปรียบเทียบกฎหมายองค์กรธุรกิจเกิดขึ้นในสามระดับ ซึ่งมีผลประโยชน์และเป้าหมายแตกต่างกัน ได้แก่ (1) ระดับนักปฏิบัติ (fact-oriented practitioners) ที่มุ่งข้อเท็จจริงของแต่ละระบบเพื่อใช้ในทางพาณิชย์ (2) ระดับนิติบัญญัติ (result-seeking legislators) ที่ต้องการนำแบบอย่างที่ดีมาบัญญัติเป็นกฎหมาย และ (3) ระดับวิชาการ (theory-focused academics) ที่มุ่งวิเคราะห์วิธีการเปรียบเทียบให้โปร่งใสและแม่นยำยิ่งขึ้น13

ศาสตราจารย์ Philip R. Wood นักกฎหมายด้านการเงินระหว่างประเทศ ผู้เขียนตำราสำคัญหลายเล่มเกี่ยวกับกฎหมายการเงินใน 90 กว่าประเทศ ได้เสนอกระบวนการวิเคราะห์สามขั้นตอน ได้แก่ (1) กฎเกณฑ์ทางกฎหมาย (2) น้ำหนักความสำคัญของกฎเกณฑ์นั้นในทางปฏิบัติ และ (3) การปฏิบัติตามจริงในเขตอำนาจที่ศึกษา14

วิธีการที่ทรงอิทธิพลที่สุดในการเปรียบเทียบกฎหมายคือแนวทางของ Konrad Zweigert และ Hein Kötz อดีตอาจารย์แห่ง Max Planck Institute for Foreign and International Private Law ซึ่งเสนอ กระบวนการอุปนัยที่ยืดหยุ่น (flexible, inductive process) ประกอบด้วยการตั้งสมมติฐานเบื้องต้น ตรวจสอบ functional values ของกฎเกณฑ์ และปรับสมมติฐานตามข้อมูลใหม่ที่ค้นพบ15 วิธีนี้เน้นมองสิทธิ หน้าที่ และรูปแบบทางกฎหมายในฐานะส่วนประกอบของระบบทั้งหมด ไม่ใช่ในฐานะสิ่งที่ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว

กระบวนการเปรียบเทียบที่ดีต้องคำนึงถึงอิทธิพลของประวัติศาสตร์ หรือที่เรียกว่า "การพึ่งพาเส้นทาง" (path dependence) ซึ่ง Mark Roe นักวิชาการจาก Harvard Law School ได้อธิบายว่าระบบกฎหมายมีแนวโน้มพัฒนาในทิศทางที่สอดคล้องกับเส้นทางที่ผ่านมา16 นอกจากนี้ Niklas Luhmann นักสังคมวิทยาและนักนิติศาสตร์ชาวเยอรมัน อดีตศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัย Bielefeld ได้ชี้ว่าสังคมและระบบกฎหมายต่างมีอิทธิพลต่อกัน และต่างวิวัฒน์ไปตามเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์17 ข้อเท็จจริงนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อศึกษาเปรียบเทียบระหว่างกฎหมายไทยซึ่งพัฒนามาบนรากฐานของ civil law ยุโรปภาคพื้นทวีป กับระบบ common law ของสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา

"หมุดหมายแห่งการเข้าถึง" ของ Cahn และ Donald: (1) ต้องได้มาซึ่งข้อมูลที่แม่นยำ (2) ตรวจสอบคุณค่าเชิงหน้าที่ในทุกบริบทสำคัญ (3) คำนึงถึงอิทธิพลของประวัติศาสตร์ และ (4) ตระหนักถึงอคติของผู้ศึกษาเอง

IV. ระบบกฎหมายองค์กรธุรกิจสามระบบ

A. เยอรมนี: Aktiengesetz และโครงสร้างคณะกรรมการสองชั้น

ในเยอรมนี Aktiengesetz (AktG) หรือพระราชบัญญัติบริษัทหุ้นส่วน ค.ศ. 1965 เป็นกฎหมายหลักที่ควบคุมบริษัทมหาชน (Aktiengesellschaft — AG)18 AktG กำหนดให้บริษัทมหาชนมีโครงสร้างคณะกรรมการสองชั้น ได้แก่ Aufsichtsrat (คณะกรรมการกำกับดูแล — กำหนดนโยบายและตรวจสอบ) ตาม §§ 95–116 AktG และ Vorstand (คณะกรรมการบริหาร — บริหารองค์กรโดยตรง) ตาม §§ 76–94 AktG19

ลักษณะพิเศษของเยอรมนีคือหลัก Mitbestimmung (การร่วมตัดสินใจของพนักงาน) ซึ่งกำหนดให้พนักงานมีตัวแทนใน Aufsichtsrat ตาม §§ 95–116 AktG20 สะท้อนแนวคิดที่ว่าบริษัทมิได้รับใช้ผู้ถือหุ้นเท่านั้น แต่ต้องตอบสนองต่อผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมด ซึ่งแตกต่างจากแนวคิด shareholder primacy ที่โดดเด่นในระบบ common law

B. สหราชอาณาจักร: Companies Act 2006

ในสหราชอาณาจักร Companies Act 2006 (CA 2006) เป็นกฎหมายที่ครอบคลุมที่สุดด้านกฎหมายองค์กรธุรกิจ21 ระบบสหราชอาณาจักรยึดโครงสร้างคณะกรรมการชั้นเดียว (unitary board) ซึ่งรวมทั้งกรรมการบริหารและกรรมการอิสระไว้ในคณะเดียว ระบบนี้ให้ความสำคัญกับการพัฒนากฎหมายผ่านคำพิพากษา (case law) ซึ่งแตกต่างจากระบบเยอรมันที่พึ่งพาบทบัญญัติลายลักษณ์อักษรเป็นหลัก

C. สหรัฐอเมริกา: DGCL และ Model Act

ในสหรัฐอเมริกา กฎหมายองค์กรธุรกิจอยู่ภายใต้อำนาจของแต่ละรัฐ สร้างการแข่งขันระหว่างรัฐในการดึงดูดการจดทะเบียนบริษัท (regulatory competition) รัฐเดลาแวร์ครองความเป็นผู้นำโดย Delaware General Corporation Law (DGCL) ซึ่งบริษัทชั้นนำกว่าครึ่งหนึ่งของสหรัฐเลือกจดทะเบียน22 นอกจากนี้ยังมี Model Business Corporation Act (Model Act) ที่ร่างโดย Section on Business Law ของ American Bar Association ซึ่งถูกนำไปใช้ใน 30 กว่ารัฐ23

ประเด็น เยอรมนี สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ไทย (ป.พ.พ.)
กฎหมายหลัก AktG 1965 CA 2006 DGCL / Model Act ป.พ.พ. ลักษณะ ๒๒
ระบบกฎหมาย Civil Law Common Law Common Law Civil Law (ผสม)
โครงสร้างคณะกรรมการ Two-Tier Board Unitary Board Unitary Board Unitary Board
ระดับการออกกฎหมาย ระดับสหพันธ์ ระดับประเทศ ระดับรัฐ ระดับประเทศ
การมีส่วนร่วมพนักงาน Mitbestimmung ไม่บังคับ ไม่บังคับ ไม่มีบัญญัติ

เมื่อเปรียบ ป.พ.พ. ลักษณะ ๒๒ กับระบบทั้งสาม พบว่ากฎหมายไทยได้รับแนวคิดจาก civil law ยุโรปภาคพื้นทวีป โดยเฉพาะกฎหมายเยอรมันและฝรั่งเศส ผสมผสานกับอิทธิพลของ common law ในบางประการ24 ทั้งนี้ ระบบไทยไม่มีกลไกการแข่งขันระหว่างจังหวัดเพื่อดึงดูดการจดทะเบียนอย่างสหรัฐ และไม่มีพัฒนาการของกฎหมายจากคำพิพากษาอย่างเข้มแข็งเทียบเท่า common law

V. กรอบทฤษฎีพื้นฐาน

A. ทฤษฎีสัญญาและเครือข่ายสัญญา (Nexus of Contracts)

กรอบทฤษฎีที่มีอิทธิพลสูงสุดในกฎหมายองค์กรธุรกิจยุคใหม่คือทฤษฎีที่มองบริษัทเป็น "เครือข่ายของสัญญา" (nexus of contracts) ซึ่งเข้าใจว่าองค์กรธุรกิจไม่ใช่สิ่งที่ดำรงอยู่เป็นอิสระโดยรัฐสร้างขึ้น หากแต่เป็นจุดรวมของความสัมพันธ์ตามสัญญาระหว่างผู้มีส่วนได้เสียต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้น กรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน เจ้าหนี้ และลูกค้า กรอบนี้มุ่งวิเคราะห์ว่ากฎหมายองค์กรธุรกิจช่วยลดต้นทุนธุรกรรม (transaction costs) และจัดการปัญหาทางข้อมูลได้อย่างไร สอดคล้องกับรากฐานสัญญาใน ป.พ.พ. มาตรา ๑๐๑๒25

Hansmann และ Kraakman ได้ชี้ว่า "ชุดกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อรับใช้วัตถุประสงค์ที่โดยทั่วไปไม่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะหลักของรูปแบบองค์กรนั้น…ย่อมไม่อยู่ในขอบเขตของกฎหมายองค์กรธุรกิจ"26 ทัศนะนี้ชี้ให้เห็นว่าการกำหนดขอบเขตของกฎหมายองค์กรธุรกิจต้องพิจารณาจากหน้าที่เชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงเจตนาของนิติบัญญัติ

B. ทฤษฎีตัวแทนและความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Agency Theory)

ปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์ในองค์กรธุรกิจถูกวิเคราะห์ผ่านกรอบทฤษฎีตัวแทน (agency theory) ซึ่งมองความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้น (ผู้มอบอำนาจ — principal) กับกรรมการและผู้บริหาร (ตัวแทน — agent) ว่ามีโอกาสเกิดความขัดแย้งของผลประโยชน์ได้เสมอ ป.พ.พ. มาตรา ๗๐ รับรองหลักนี้โดยกำหนดว่า "นิติบุคคลต้องมีผู้แทนคนหนึ่งหรือหลายคน" และมาตรา ๗๔ บัญญัติว่า "ถ้าประโยชน์ได้เสียของนิติบุคคลขัดกับประโยชน์ได้เสียของผู้แทนของนิติบุคคลในการอันใด ผู้แทนของนิติบุคคลนั้นจะเป็นผู้แทนในการอันนั้นไม่ได้"27 ซึ่งสะท้อนหลัก fiduciary duty อันเป็นรากฐานสำคัญของกฎหมายองค์กรธุรกิจในทุกระบบ

C. ทฤษฎีรูปแบบธุรกิจและโครงสร้างองค์กร (Business Model Theory)

Chander Velu แห่ง Cambridge Judge Business School มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ได้พัฒนากรอบทฤษฎี 4Vs ของรูปแบบธุรกิจ ได้แก่ value proposition (ข้อเสนอคุณค่า) value creation (การสร้างคุณค่า) value capture (การยึดครองคุณค่า) และ value network (เครือข่ายคุณค่า) ซึ่งรูปแบบธุรกิจในแง่นี้คือ "สถาปัตยกรรม" ที่เชื่อมข้อเสนอคุณค่าที่บริษัทสร้างให้กับลูกค้ากับคุณค่าที่บริษัทได้รับกลับมาในรูปกำไร28

Ralf Zott แห่ง INSEAD และ Raphael Amit แห่ง Wharton School มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย นักวิชาการด้านกลยุทธ์ ชี้ว่ารูปแบบธุรกิจในฐานะระบบกิจกรรม (activity system) มีองค์ประกอบหลักสามประการ ได้แก่ content (สาระ) structure (โครงสร้าง) และ governance (การกำกับดูแล)29 ซึ่งองค์ประกอบที่สามนี้เชื่อมโดยตรงกับกรอบกฎหมายองค์กรธุรกิจ เพราะการกำกับดูแลย่อมกำหนดว่าใครมีอำนาจตัดสินใจในเรื่องใด

Alfred Chandler นักประวัติศาสตร์ธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้สังเกตว่าบริษัทอเมริกันได้แปลงตัวเองผ่านการรวมกิจการในแนวตั้งและแนวนอน (vertical and horizontal integration) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1840 เป็นต้นมา30 พัฒนาการนี้สะท้อนว่ากฎหมายองค์กรธุรกิจต้องตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบธุรกิจอยู่เสมอ บริษัทลูก (subsidiary) กลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการนวัตกรรมรูปแบบธุรกิจคู่ขนาน (dual business model) ตัวอย่างเช่น เมื่อ Nestlé ต้องการเปิดตัว Nespresso ซึ่งมีรูปแบบธุรกิจแตกต่างจากธุรกิจหลัก บริษัทได้จัดตั้ง Nespresso เป็นบริษัทลูกแยกต่างหาก (separate subsidiary company) เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับธุรกิจเดิม31 ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยกลไกทางกฎหมายองค์กรธุรกิจเป็นฐานรองรับ

D. ทฤษฎีความเสี่ยงจากพฤติกรรม (Conduct Risk)

ศาสตราจารย์ Geoff Meeks แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และ Chander Velu ได้พัฒนากรอบทฤษฎีความเสี่ยงจากพฤติกรรม (conduct risk) ซึ่งหมายถึงความเสี่ยงจากพฤติกรรมขององค์กรหรือบุคคลที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ลูกค้าหรือส่งผลเสียต่อความมั่นคงของตลาด ตามที่ Financial Conduct Authority (FCA) ของสหราชอาณาจักรกำหนด32 ความเสี่ยงนี้เกิดขึ้นจากความไม่สมดุลของข้อมูล (information asymmetry) และความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (conflicts of interest) ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการออกแบบรูปแบบธุรกิจขององค์กร

กรณีศึกษา Lehman Brothers ซึ่งล้มละลายในปี ค.ศ. 2008 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเมื่อบริษัทเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจจากการเป็นตัวแทน (agent) ไปสู่การเป็นผู้ลงทุนเอง (principal) โดยนำเงินลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาวผ่าน mortgage-backed securities และ CDO ความเสี่ยงจากพฤติกรรมและความขัดแย้งทางผลประโยชน์ย่อมทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ33

ศาสตราจารย์ Arthur E. Wilmarth Jr. แห่ง George Washington University Law School วอชิงตัน ดี.ซี. ได้ให้การต่อคณะกรรมาธิการสหรัฐ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2011 ว่า "กลุ่มธุรกิจการเงินขนาดใหญ่ดำเนินการบนรูปแบบธุรกิจที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางผลประโยชน์และมีแนวโน้มรับความเสี่ยงเกินพอดี"34

ข้อสังเกตนี้สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายองค์กรธุรกิจและกฎเกณฑ์ว่าด้วยหน้าที่ความรับผิดของกรรมการต้องทำงานร่วมกับการออกแบบรูปแบบธุรกิจที่มีจริยธรรมและกลไกการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพเสมอ

VI. บทบัญญัติ ป.พ.พ. ในบริบทเปรียบเทียบ

ป.พ.พ. บรรพ ๑ ว่าด้วยนิติบุคคลโดยทั่วไป (มาตรา ๖๕–๗๖) วางกรอบพื้นฐานสำคัญ โดยมาตรา ๖๖ และ ๖๗ รับรองว่านิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา เว้นแต่สิทธิที่โดยสภาพจะพึงมีได้เฉพาะแก่มนุษย์เท่านั้น35 ความรับผิดของนิติบุคคลเมื่อผู้แทนกระทำความเสียหายในการปฏิบัติหน้าที่ถูกบัญญัติไว้ในมาตรา ๗๖36 ซึ่งสะท้อนหลัก respondeat superior และทฤษฎีตัวแทนอันเป็นรากฐานร่วมกันของทุกระบบกฎหมาย

John Armour แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ได้อธิบายว่ากฎหมายล้มละลาย (insolvency law) เป็นส่วนหนึ่งของกรอบกฎหมายองค์กรธุรกิจโดยหน้าที่ (functional account) เพราะ "กฎหมายล้มละลายกำหนดกฎเกณฑ์ที่ควบคุมบริษัทที่ประสบความยากลำบากทางการเงิน ดังนั้นจึงเหมาะสมที่จะพิจารณาว่าอยู่ในขอบเขตของกฎหมายองค์กรธุรกิจ เพราะอาจมีความสัมพันธ์เชิงเสริมกันระหว่างกฎหมายล้มละลายและด้านอื่น ๆ ของระบบกำกับดูแลองค์กรของประเทศ"37

ข้อสังเกตเชิงเปรียบเทียบที่น่าสนใจคือ ป.พ.พ. ไทยไม่มีบทบัญญัติเทียบเท่าหลัก Mitbestimmung ของเยอรมัน ไม่มีกลไกการแข่งขันระหว่างรัฐเพื่อดึงดูดการจดทะเบียนอย่างสหรัฐ และไม่มีการพัฒนากฎหมายจากคำพิพากษาอย่างเข้มแข็งเทียบเท่า common law ทว่าระบบไทยได้สร้างสมดุลระหว่างความเรียบง่ายของโครงสร้างกฎหมายกับความยืดหยุ่นที่เพียงพอสำหรับการดำเนินธุรกิจในบริบทไทย-อาเซียน38

VII. บทสรุป

กฎหมายองค์กรธุรกิจเปรียบเทียบเป็นสาขาที่มีพลวัตสูง เนื่องจากต้องตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบธุรกิจและบริบทเศรษฐกิจโลกอยู่เสมอ หัวใจสำคัญของสาขานี้คือการเข้าใจว่าระบบกฎหมายต่าง ๆ ตอบโจทย์คุณลักษณะหลัก 5 ประการของนิติบุคคลธุรกิจอย่างไร และมีจุดแข็ง-จุดอ่อนที่แตกต่างกันอย่างไร การศึกษาเปรียบเทียบจึงต้องทำด้วยความระมัดระวังตาม "หมุดหมายแห่งการเข้าถึง" ที่ Cahn และ Donald ได้วางไว้ ซึ่งสรุปได้ว่า ต้องได้มาซึ่งข้อมูลที่แม่นยำ ตรวจสอบคุณค่าเชิงหน้าที่ คำนึงถึงอิทธิพลของประวัติศาสตร์ และตระหนักถึงอคติของผู้ศึกษาเอง38

การนำทฤษฎีรูปแบบธุรกิจมาเชื่อมกับกฎหมายองค์กรธุรกิจ ตามแนวทางของ Velu, Zott และ Amit ทำให้เห็นชัดขึ้นว่ากฎเกณฑ์ทางกฎหมายไม่ใช่เพียงข้อจำกัดต่อการดำเนินธุรกิจ หากยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อให้รูปแบบธุรกิจดำเนินการได้ การออกแบบรูปแบบธุรกิจที่ดีจึงต้องเข้าใจกฎหมายองค์กรธุรกิจ และการร่างกฎหมายองค์กรธุรกิจที่ดีก็ต้องเข้าใจพลวัตของรูปแบบธุรกิจที่กฎหมายนั้นรองรับอยู่เช่นกัน39