ปรับปรุงล่าสุด · อ้างอิงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน

ดาวน์โหลดบทความฉบับ PDF

สารบัญ
  1. สรุปสาระสำคัญ
  2. I. หลักสุจริตในฐานะบทบัญญัติทั่วไป
  3. II. การตีความสัญญา: มาตรา ๑๗๑ กับมาตรา ๓๖๘
  4. III. หลักที่ศาลฎีกาวางไว้: ความเข้าใจร่วมของทั้งสองฝ่าย
  5. IV. กฎหมายเปรียบเทียบ: รากเยอรมันและการขยายของฝรั่งเศส
  6. V. นิติเศรษฐศาสตร์และความรู้ข้ามศาสตร์
  7. VI. ข้อพิจารณาในการร่างสัญญา
  8. VII. คำถามที่พบบ่อย
  9. VIII. เรื่องที่เกี่ยวเนื่องในเครือเอกสยาม
  10. สัญญาที่ท่านใช้อยู่ สะท้อนสิ่งที่ตกลงกันจริงหรือไม่

สรุปสาระสำคัญ

  • หลักสุจริตเป็นบทเบ็ดเสร็จทั่วไป มาตรา ๕ อยู่ในบรรพ ๑ จึงใช้กับนิติสัมพันธ์ทุกประเภท ไม่จำกัดเฉพาะสัญญา
  • เจตนามาก่อนถ้อยคำ มาตรา ๑๗๑ ให้เพ่งเล็งเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร
  • สัญญาตีความตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย ตามมาตรา ๓๖๘
  • ต้องถือความเข้าใจของทั้งสองฝ่าย ศาลฎีกาวางหลักว่าจะถือเอาเจตนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียวไม่ได้
  • มาตรา ๓๖๘ มีโครงสร้างตรงกับ § 157 BGB ของเยอรมัน คำอธิบายของกฎหมายเยอรมันจึงใช้ทำความเข้าใจบทบัญญัติไทยได้
  • ฝรั่งเศสขยายไปถึงขั้นเจรจา Code civil มาตรา 1104 ครอบคลุมทั้งการเจรจา ก่อตั้ง และปฏิบัติการชำระหนี้ ซึ่งไทยไม่มีบทระบุไว้ตรง ๆ

I. หลักสุจริตในฐานะบทบัญญัติทั่วไป

มาตรา ๕ บัญญัติว่า ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต บทบัญญัตินี้อยู่ในบรรพ ๑ ว่าด้วยหลักทั่วไป จึงใช้บังคับแก่นิติสัมพันธ์ทุกประเภทตามประมวลกฎหมายนี้ มิได้จำกัดเฉพาะสัญญา ผลคือแม้คู่สัญญาจะมีสิทธิตามตัวอักษร การใช้สิทธินั้นโดยไม่สุจริตก็อาจไม่ได้รับความคุ้มครอง

ถ้อยคำของมาตรา ๕ สั้นเพียงบรรทัดเดียว คือ "ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต"1 แต่ตำแหน่งที่บทบัญญัตินี้ปรากฏมีความสำคัญไม่น้อยกว่าถ้อยคำ เพราะอยู่ในบรรพ ๑ ลักษณะ ๑ ว่าด้วยบทเบ็ดเสร็จทั่วไป มิได้อยู่ในบรรพ ๒ ว่าด้วยหนี้หรือในหมวดว่าด้วยสัญญา ตำแหน่งเช่นนี้ทำให้หลักสุจริตมีสถานะเป็นหลักทั่วไปที่แผ่ไปทั่วประมวลกฎหมาย มิใช่กฎเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

ในทางโครงสร้าง บทบัญญัติลักษณะนี้เรียกในทางตำราว่าบททั่วไป ซึ่งมีคุณสมบัติต่างจากบทเฉพาะอย่างมีนัยสำคัญสองประการ ประการแรก บททั่วไปไม่ได้กำหนดองค์ประกอบไว้ครบถ้วนล่วงหน้า แต่เปิดให้ศาลเติมเนื้อหาตามพฤติการณ์แห่งกรณี ประการที่สอง บททั่วไปทำหน้าที่เป็นเครื่องปรับสมดุลของระบบ ในสถานการณ์ที่การใช้บทเฉพาะตามตัวอักษรจะให้ผลที่ยอมรับไม่ได้ในทางความยุติธรรม

ผลในทางปฏิบัติที่สำคัญที่สุดของมาตรา ๕ คือ การมีสิทธิกับการใช้สิทธิได้เป็นคนละเรื่องกัน คู่สัญญาอาจมีสิทธิบอกเลิกสัญญา เรียกเบี้ยปรับ หรือบังคับตามข้อสัญญาข้อหนึ่งอย่างชัดแจ้งตามตัวอักษร แต่หากใช้สิทธินั้นในเวลาและด้วยวิธีที่ขัดต่อความสุจริต ศาลย่อมพิจารณาข้อนี้ประกอบในการวินิจฉัย การร่างสัญญาให้ตนมีสิทธิมากที่สุดจึงมิใช่หลักประกันว่าจะใช้สิทธิเหล่านั้นได้ทั้งหมดจริง

II. การตีความสัญญา: มาตรา ๑๗๑ กับมาตรา ๓๖๘

ประมวลกฎหมายวางหลักการตีความไว้สองชั้น มาตรา ๑๗๑ กำหนดว่าในการตีความการแสดงเจตนา ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร ส่วนมาตรา ๓๖๘ ซึ่งใช้เฉพาะกับสัญญา กำหนดว่าสัญญานั้นให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย

มาตรา ๑๗๑ อยู่ในบรรพ ๑ ว่าด้วยนิติกรรม และใช้กับการแสดงเจตนาทุกประเภท ถ้อยคำว่า "ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร"2 วางลำดับความสำคัญไว้ชัดเจนว่าถ้อยคำเป็นพยานหลักฐานของเจตนา มิใช่ตัวเจตนาเอง เมื่อพยานหลักฐานชิ้นอื่นชี้ไปในทางที่ต่างจากถ้อยคำ ศาลย่อมชั่งน้ำหนักได้

มาตรา ๓๖๘ อยู่ในบรรพ ๒ ลักษณะ ๒ ว่าด้วยสัญญา และเพิ่มเกณฑ์เข้ามาอีกสองชั้นสำหรับสัญญาโดยเฉพาะ คือ "สัญญานั้นท่านให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย"3 คำว่าความประสงค์ในทางสุจริตทำให้การตีความไม่ใช่การค้นหาความคิดในใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการหาความหมายที่คู่สัญญาผู้สุจริตพึงเข้าใจร่วมกัน ส่วนคำว่าปกติประเพณีดึงบริบทภายนอกเข้ามาเป็นเครื่องมือตีความ ได้แก่ ธรรมเนียมปฏิบัติของธุรกิจประเภทนั้น แนวปฏิบัติที่คู่สัญญาเคยทำต่อกันมา และมาตรฐานที่ใช้กันทั่วไปในวงการ

เมื่ออ่านสองมาตรานี้ประกอบกัน จะได้ลำดับการตีความที่ใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ คือเริ่มจากถ้อยคำในสัญญาเป็นจุดตั้งต้น แล้วตรวจสอบกับเจตนาอันแท้จริงตามมาตรา ๑๗๑ และปรับด้วยความประสงค์ในทางสุจริตกับปกติประเพณีตามมาตรา ๓๖๘ ผลลัพธ์ที่ได้จึงมิใช่การอ่านตามตัวอักษรอย่างเดียว และมิใช่การเดาใจคู่สัญญาอย่างไร้กรอบเช่นกัน

III. หลักที่ศาลฎีกาวางไว้: ความเข้าใจร่วมของทั้งสองฝ่าย

ศาลฎีกาวางหลักไว้ว่า การตีความสัญญาตามมาตรา ๓๖๘ ต้องถือหลักตามความเข้าใจของทั้งสองฝ่าย จะถือเอาเจตนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียวไม่ได้ และการตีความเพื่อให้เห็นถึงการแสดงเจตนานั้นให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรืออักษรตามมาตรา ๑๗๑

คำวินิจฉัยดังกล่าวมีความสำคัญเพราะปิดช่องที่มักถูกใช้ในทางคดี คือการที่คู่ความฝ่ายหนึ่งนำสืบว่าตนเข้าใจข้อสัญญาไปในทางที่เป็นคุณแก่ตน แล้วขอให้ศาลถือตามความเข้าใจนั้น ศาลฎีกาชี้ว่าวิธีนี้ใช้ไม่ได้ เพราะเกณฑ์ตามมาตรา ๓๖๘ เป็นเกณฑ์ที่ต้องหาความเข้าใจร่วม มิใช่ความเข้าใจฝ่ายเดียว4

ในเชิงทฤษฎี หลักนี้ทำให้การตีความสัญญาของไทยเป็นเกณฑ์ภาวะวิสัย คือถามว่าวิญญูชนซึ่งอยู่ในสถานะเดียวกับคู่สัญญา ภายใต้ปกติประเพณีของธุรกรรมประเภทนั้น พึงเข้าใจข้อสัญญาอย่างไร มิใช่เกณฑ์อัตวิสัยที่ถามว่าคู่สัญญาแต่ละฝ่ายคิดอย่างไรในใจ ความแตกต่างจุดนี้กำหนดว่าพยานหลักฐานประเภทใดมีน้ำหนักในชั้นศาล เอกสารร่วมสมัย บันทึกการเจรจา และแนวปฏิบัติที่คู่สัญญาเคยทำต่อกันมา ย่อมมีน้ำหนักกว่าคำเบิกความภายหลังว่าตนเข้าใจอย่างไร

แนวเดียวกันนี้ยังปรากฏในบริบทของสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งศาลฎีกานำมาตรา ๓๖๘ มาใช้ตีความข้อตกลงอนุญาโตตุลาการในสัญญาตัวแทนระหว่างคู่สัญญาไทยกับคู่สัญญาเยอรมัน โดยพิจารณาลักษณะของธุรกรรมและภูมิลำเนาของคู่สัญญาประกอบ5 การนำบททั่วไปเรื่องการตีความมาใช้กับข้อสัญญาที่มีลักษณะทางวิธีสบัญญัติเช่นนี้ แสดงให้เห็นขอบเขตการใช้งานที่กว้างของมาตรา ๓๖๘ ในทางปฏิบัติ

IV. กฎหมายเปรียบเทียบ: รากเยอรมันและการขยายของฝรั่งเศส

มาตรา ๓๖๘ ของไทยมีโครงสร้างตรงกับ § 157 BGB ของเยอรมัน ซึ่งบัญญัติว่าสัญญาต้องตีความตามที่ Treu und Glauben โดยคำนึงถึง Verkehrssitte เรียกร้อง ส่วนมาตรา ๕ มีที่มาคู่ขนานกับ § 242 BGB ขณะที่ Code civil ฝรั่งเศส มาตรา 1104 ซึ่งแก้ไขปี ค.ศ. ๒๐๑๖ ขยายหลักสุจริตไปถึงขั้นเจรจาและกำหนดให้เป็นบทอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย

เมื่อวางถ้อยคำของทั้งสองระบบไว้ข้างกัน ความสอดคล้องจะเห็นได้ทันที § 157 BGB บัญญัติว่า "Verträge sind so auszulegen, wie Treu und Glauben mit Rücksicht auf die Verkehrssitte es erfordern" กล่าวคือ สัญญาต้องตีความไปตามที่ความสุจริตและความไว้วางใจเรียกร้อง โดยคำนึงถึงธรรมเนียมปฏิบัติในการติดต่อธุรกรรม6 เทียบกับมาตรา ๓๖๘ ของไทยที่ว่า "สัญญานั้นท่านให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย" จะเห็นว่าองค์ประกอบทั้งสองตรงกัน คือ Treu und Glauben ตรงกับ "ความประสงค์ในทางสุจริต" และ Verkehrssitte ตรงกับ "ปกติประเพณี"

ในทำนองเดียวกัน § 242 BGB บัญญัติว่า "Der Schuldner ist verpflichtet, die Leistung so zu bewirken, wie Treu und Glauben mit Rücksicht auf die Verkehrssitte es erfordern" คือลูกหนี้มีหน้าที่ชำระหนี้ตามที่ความสุจริตเรียกร้อง โดยคำนึงถึงธรรมเนียมปฏิบัติ7 ซึ่งวางหน้าที่ในทำนองเดียวกับที่มาตรา ๕ ของไทยวางไว้ในส่วนที่ว่าด้วยการชำระหนี้

ประเด็น ไทย เยอรมนี ฝรั่งเศส
หน้าที่ทั่วไป ม. ๕ — ใช้สิทธิและชำระหนี้โดยสุจริต § 242 BGB — ชำระหนี้ตาม Treu und Glauben คำนึงถึง Verkehrssitte art. 1104 — เจรจา ก่อตั้ง และปฏิบัติการชำระหนี้โดย bonne foi
การตีความสัญญา ม. ๓๖๘ — ตีความตามความประสงค์ในทางสุจริต พิเคราะห์ปกติประเพณี § 157 BGB — ถ้อยคำตรงกับ ม. ๓๖๘ แทบทุกองค์ประกอบ แยกเป็นบทเฉพาะว่าด้วยการตีความ โดยมี art. 1104 เป็นหลักครอบ
ระยะก่อนทำสัญญา ไม่มีบทระบุขั้นเจรจาไว้โดยตรง พัฒนาโดยแนวคำพิพากษาและตำราภายใต้ § 242 ระบุไว้ในตัวบทชัดเจน ว่ารวมถึงขั้นเจรจา
ตกลงยกเว้นได้หรือไม่ ไม่มีบทระบุ ไม่มีบทระบุ ยกเว้นไม่ได้ — เป็นบทอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย

เหตุใดข้อนี้จึงมีผลในทางปฏิบัติ — เมื่อบทบัญญัติไทยกับบทบัญญัติเยอรมันมีองค์ประกอบตรงกันถึงระดับถ้อยคำ คำอธิบายและแนวการใช้ที่พัฒนาขึ้นในกฎหมายเยอรมันย่อมเป็นเครื่องมือทำความเข้าใจบทบัญญัติไทยได้อย่างมีเหตุผล ในกรณีที่ตัวบทไทยเปิดกว้างและยังไม่มีแนวคำพิพากษาไทยวางไว้ชัด แน่นอนว่าคำอธิบายต่างประเทศไม่ผูกพันศาลไทย และการอ้างอิงต้องทำอย่างระมัดระวังโดยตระหนักว่าบริบททางสังคมและระบบวิธีพิจารณาต่างกัน แต่การใช้เป็นแนวเทียบเคียงย่อมมีน้ำหนักกว่าการตีความจากถ้อยคำเปล่า ๆ โดยไม่มีกรอบใดรองรับ

ส่วนกฎหมายฝรั่งเศสให้ภาพที่ต่างออกไปในเชิงขอบเขต Code civil มาตรา 1104 ซึ่งแก้ไขโดยการปฏิรูปกฎหมายสัญญาเมื่อปี ค.ศ. ๒๐๑๖ บัญญัติว่า "Les contrats doivent être négociés, formés et exécutés de bonne foi. Cette disposition est d'ordre public." กล่าวคือสัญญาต้องได้รับการเจรจา ก่อตั้ง และปฏิบัติการชำระหนี้โดยสุจริต และบทบัญญัตินี้เป็นบทอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย8 จุดที่ต่างจากไทยมีสองประการ ประการแรก ตัวบทระบุขั้นเจรจาไว้โดยตรง ซึ่งประมวลกฎหมายไทยไม่มี มาตรา ๕ ใช้ถ้อยคำเพียงว่าการใช้สิทธิและการชำระหนี้ ประการที่สอง การกำหนดให้เป็น d'ordre public แปลว่าคู่สัญญาตกลงยกเว้นหลักสุจริตไม่ได้ ข้อสัญญาที่พยายามจำกัดหลักนี้ย่อมไม่มีผล

ข้อสรุปเชิงเปรียบเทียบจึงมีสองชั้น ชั้นแรก ในระดับการตีความสัญญา กฎหมายไทยอยู่ในตระกูลเดียวกับกฎหมายเยอรมันอย่างชัดเจน และควรใช้ประโยชน์จากข้อนั้นในการทำความเข้าใจตัวบทของตนเอง ชั้นที่สอง ในระดับขอบเขตของหลักสุจริต กฎหมายไทยเขียนไว้แคบกว่าฝรั่งเศส โดยเฉพาะในระยะก่อนทำสัญญา ซึ่งเป็นระยะที่ความเสียหายเกิดขึ้นได้จริงจากการเจรจาที่ไม่สุจริต เช่น การเจรจาโดยไม่มีเจตนาจะทำสัญญา หรือการปกปิดข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ช่องว่างจุดนี้จึงต้องปิดด้วยการออกแบบเอกสารในระยะเจรจาเอง มิใช่รอให้บทบัญญัติทั่วไปคุ้มครองให้

V. นิติเศรษฐศาสตร์และความรู้ข้ามศาสตร์

ในทางนิติเศรษฐศาสตร์ บทบัญญัติอย่างมาตรา ๓๖๘ ทำหน้าที่เป็นกฎสำรอง (default rule หรือกฎที่ใช้บังคับเมื่อคู่สัญญามิได้ตกลงไว้เป็นอย่างอื่น) ซึ่งเติมช่องว่างของสัญญาที่คู่สัญญาเขียนไว้ไม่ครบ เหตุที่สัญญาไม่ครบมิได้เกิดจากความประมาท หากเกิดจากต้นทุนของการเขียนให้ครอบคลุมทุกเหตุการณ์ซึ่งสูงกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ กฎหมายจึงจัดเตรียมข้อกำหนดสำรองไว้ให้แทน

Ian Ayres และ Robert Gertner แยกกฎของสัญญาออกเป็นสองประเภท คือ "The legal rules of contracts and corporations can be divided into two distinct classes. The larger class consists of 'default' rules that parties can contract around by prior agreement, while the smaller, but important, class consists of 'immutable' rules that parties cannot change by contractual agreement"9 เมื่อนำมาจับกับกฎหมายไทย มาตรา ๓๖๘ อยู่ในประเภทแรก เพราะคู่สัญญาอาจตกลงกำหนดความหมายของข้อสัญญาไว้เองให้ต่างจากปกติประเพณีได้ ส่วนมาตรา ๕ ซึ่งห้ามใช้สิทธิโดยไม่สุจริตอยู่ใกล้ประเภทหลัง เพราะเป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย คู่สัญญาจึงตกลงยกเว้นมิให้ใช้บังคับไม่ได้

ผู้เขียนทั้งสองอธิบายเหตุของความไม่ครบถ้วนไว้ว่า "Contracts may be incomplete because the transaction costs of explicitly contracting for a given contingency are greater than the benefits. These transaction costs may include legal fees, negotiation costs, drafting and printing costs, the costs of researching the effects and probability of contingency, and the costs to the parties and the courts of verifying whether a contingency occurred" ข้อเสนอสำคัญอีกประการหนึ่งคือกฎสำรองเชิงจูงใจ ซึ่งผู้เขียนอธิบายว่า "Penalty defaults are designed to give at least one party to the contract an incentive to contract around the default rule and therefore to choose affirmatively the contract provision they prefer" โดยชี้ว่าในบางกรณี "it may be efficient to choose a rule that a majority of people actually disfavor"10 ข้อนี้อธิบายผลในทางปฏิบัติของมาตรา ๑๗๑ ได้ กล่าวคือ เมื่อกฎหมายให้เจตนาอันแท้จริงมาก่อนถ้อยคำ ฝ่ายที่ร่างสัญญาและมีข้อมูลมากกว่าย่อมไม่อาจอาศัยถ้อยคำที่ตนเลือกไว้เพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว แรงจูงใจจึงเปลี่ยนไปในทางที่ต้องทำความเข้าใจของอีกฝ่ายให้ตรงกันตั้งแต่ชั้นเจรจา

ในทางสังคมวิทยากฎหมาย งานศึกษาเชิงประจักษ์ที่เป็นแบบอย่างของสาขานี้คือการสำรวจของ Stewart Macaulay ซึ่งสัมภาษณ์นักธุรกิจและนักกฎหมาย ๖๘ คนจากบริษัท ๔๓ แห่งและสำนักงานกฎหมาย ๖ แห่ง ผลการสำรวจพบว่าคู่ค้าทางธุรกิจอาศัยความเข้าใจร่วมกัน ชื่อเสียง และมาตรฐานความซื่อสัตย์ตามปกติของวงการ มากกว่าจะอาศัยถ้อยคำในสัญญาหรือการฟ้องร้อง ผู้ให้สัมภาษณ์รายหนึ่งกล่าวว่า "you don't read legalistic contract clauses at each other if you ever want to do business again" และผู้เขียนบันทึกว่าการทำสัญญาโดยละเอียดเกินไปอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้า และทำให้คู่สัญญาปฏิบัติเพียงเท่าที่ตัวอักษรบังคับ11 ข้อค้นพบนี้ให้เหตุผลรองรับโครงสร้างของมาตรา ๓๖๘ ซึ่งสั่งให้ตีความสัญญาไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย เพราะปกติประเพณีคือสิ่งที่คู่สัญญาอาศัยอยู่จริงในการค้า

ข้อสรุปเชิงปฏิบัติจากสองกรอบนี้มีสองประการ ประการที่หนึ่ง การเขียนสัญญาให้ยาวขึ้นมิได้ลดความเสี่ยงเสมอไป สิ่งที่ลดความเสี่ยงได้จริงคือการเขียนเฉพาะเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดสูงและมีมูลค่าความเสียหายสูง แล้วปล่อยเหตุการณ์ส่วนที่เหลือให้กฎสำรองของกฎหมายทำงาน ประการที่สอง เอกสารในชั้นเจรจาซึ่งแสดงว่าคู่สัญญาเข้าใจข้อกำหนดตรงกัน มีน้ำหนักในการพิสูจน์เจตนาอันแท้จริงตามมาตรา ๑๗๑ มากกว่าการเพิ่มข้อสัญญาอีกหลายข้อในตัวสัญญาเอง

VI. ข้อพิจารณาในการร่างสัญญา

เมื่อมาตรา ๑๗๑ ให้เจตนาอันแท้จริงมาก่อนถ้อยคำ และมาตรา ๓๖๘ ให้ตีความตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ปกติประเพณี ความละเอียดของสัญญาเพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช่หลักประกันความแน่นอน สิ่งที่เพิ่มความแน่นอนคือการเขียนให้ตรงกับความเข้าใจที่ทั้งสองฝ่ายมีร่วมกันจริง และเก็บหลักฐานของความเข้าใจนั้นไว้

ข้อพิจารณาต่อไปนี้เป็นผลโดยตรงจากหลักกฎหมายที่อธิบายมาข้างต้น มิใช่ข้อแนะนำทั่วไปในการร่างสัญญา

ข้อสังเกตรวบยอดคือ ระบบการตีความของไทยไม่ได้ให้รางวัลแก่สัญญาที่ยาวที่สุดหรือรัดกุมที่สุดในเชิงถ้อยคำ แต่ให้รางวัลแก่สัญญาที่สะท้อนสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันจริงได้ตรงที่สุด ความรัดกุมที่สวนทางกับเจตนาที่แท้จริงหรือกับปกติประเพณีของธุรกรรม มิได้เพิ่มความคุ้มครอง แต่กลับสร้างความเสี่ยงว่าจะถูกตีความกลับในชั้นศาล

VII. คำถามที่พบบ่อย

หลักสุจริตตามมาตรา ๕ มีผลบังคับอย่างไร
มาตรา ๕ บัญญัติว่าในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต บทบัญญัตินี้อยู่ในบรรพ ๑ ลักษณะ ๑ ว่าด้วยบทเบ็ดเสร็จทั่วไป จึงใช้บังคับแก่นิติสัมพันธ์ทุกประเภทตามประมวลกฎหมายนี้ มิได้จำกัดเฉพาะสัญญา ผลในทางปฏิบัติคือแม้คู่สัญญาจะมีสิทธิตามตัวอักษรของสัญญา การใช้สิทธินั้นโดยไม่สุจริตก็อาจไม่ได้รับความคุ้มครองจากศาล
การตีความสัญญาต้องยึดถ้อยคำในสัญญาหรือเจตนาของคู่สัญญา
ต้องยึดเจตนาเป็นหลัก มาตรา ๑๗๑ กำหนดว่าในการตีความการแสดงเจตนา ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร และมาตรา ๓๖๘ กำหนดเพิ่มว่าสัญญานั้นให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย ถ้อยคำในสัญญาจึงเป็นพยานหลักฐานสำคัญของเจตนา แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายเมื่อข้อเท็จจริงแวดล้อมชี้ไปคนละทาง
ถ้าคู่สัญญาสองฝ่ายเข้าใจข้อสัญญาไม่ตรงกัน ศาลจะถือเจตนาของฝ่ายใด
ไม่ถือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ศาลฎีกาวางหลักไว้ว่าการตีความสัญญาตามมาตรา ๓๖๘ ต้องถือหลักตามความเข้าใจของทั้งสองฝ่าย จะถือเอาเจตนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียวไม่ได้ เกณฑ์ที่ใช้จึงเป็นเกณฑ์ภาวะวิสัย คือความหมายที่วิญญูชนในสถานะเดียวกับคู่สัญญาพึงเข้าใจภายใต้ปกติประเพณีของธุรกรรมนั้น มิใช่ความเข้าใจส่วนตัวที่ฝ่ายหนึ่งกล่าวอ้างในภายหลัง
หลักสุจริตของไทยเหมือนหรือต่างจากกฎหมายเยอรมัน
ใกล้เคียงกันมากในระดับถ้อยคำ มาตรา ๓๖๘ ที่ว่าสัญญาให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณี มีโครงสร้างตรงกับ § 157 BGB ซึ่งบัญญัติว่าสัญญาต้องตีความตามที่ Treu und Glauben โดยคำนึงถึง Verkehrssitte เรียกร้อง และมาตรา ๕ มีที่มาคู่ขนานกับ § 242 BGB ความใกล้เคียงนี้ทำให้แนวคำอธิบายของกฎหมายเยอรมันเป็นเครื่องมือทำความเข้าใจบทบัญญัติไทยได้ แม้จะไม่ผูกพันศาลไทย
หลักสุจริตใช้ตั้งแต่ขั้นเจรจาก่อนทำสัญญาหรือไม่
ประมวลกฎหมายไทยไม่มีบทบัญญัติที่ระบุขั้นเจรจาไว้โดยตรงอย่างกฎหมายฝรั่งเศส มาตรา ๕ ใช้ถ้อยคำว่าการใช้สิทธิและการชำระหนี้ ขณะที่ Code civil ฝรั่งเศส มาตรา 1104 ซึ่งแก้ไขเมื่อปี ค.ศ. ๒๐๑๖ ระบุชัดว่าสัญญาต้องเจรจา ก่อตั้ง และปฏิบัติการชำระหนี้โดยสุจริต และเป็นบทบัญญัติอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยซึ่งตกลงยกเว้นไม่ได้ ความต่างจุดนี้มีผลต่อการวางกลไกคุ้มครองในระยะเจรจาของสัญญาไทย
เขียนสัญญาให้ละเอียดที่สุดจะปลอดภัยที่สุดหรือไม่
ไม่เสมอไป เพราะมาตรา ๑๗๑ ให้เพ่งเล็งเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำ และมาตรา ๓๖๘ ให้ตีความตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ปกติประเพณี ความละเอียดที่สวนทางกับเจตนาที่แท้จริงหรือกับปกติประเพณีของธุรกรรมจึงไม่ได้เพิ่มความปลอดภัย สิ่งที่เพิ่มความแน่นอนคือการเขียนให้ตรงกับสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกันจริง และบันทึกบริบทที่ทำให้เข้าใจเช่นนั้นไว้ประกอบ

หลักสุจริตและการตีความสัญญาเป็นบททั่วไปที่แผ่ไปยังงานเกือบทุกประเภท หน้าต่อไปนี้ต่อยอดจากเนื้อหาข้างต้นได้โดยตรง

ขอบเขตของบทความนี้ — เนื้อหาข้างต้นอธิบายหลักกฎหมายทั่วไปเพื่อประโยชน์ในการทำความเข้าใจโครงสร้างและการตั้งประเด็น มิใช่ความเห็นทางกฎหมายต่อสัญญาฉบับใดฉบับหนึ่ง การตีความสัญญาขึ้นอยู่กับถ้อยคำที่ใช้จริง พฤติการณ์แวดล้อมในการทำสัญญา และปกติประเพณีของธุรกรรมประเภทนั้นเป็นรายกรณี12