I. บทนำ: โครงสร้างอำนาจในองค์กรธุรกิจ
ในบทความตอนก่อนหน้า เราได้พิจารณาโครงสร้างคณะกรรมการและหน้าที่ตามกฎหมายของกรรมการและผู้ถือหุ้น บทความตอนที่สี่นี้มุ่งวิเคราะห์ในระดับที่ลึกลงไปถึง กลไกการใช้อำนาจ ขององค์กรธุรกิจ ได้แก่ อำนาจของกรรมการในการผูกพันบริษัทต่อบุคคลภายนอก การประชุมผู้ถือหุ้นในฐานะกลไกการตัดสินใจร่วม ประเภทมติที่จำเป็นสำหรับการดำเนินการต่าง ๆ และกระบวนการบังคับสิทธิผ่านกระบวนการยุติธรรมเมื่อกลไกปกติล้มเหลว
Cahn และ Donald1 อธิบายว่าปัญหาหลักที่เกิดขึ้นเมื่อกรรมการเป็นตัวแทนบริษัทในการทำนิติกรรมกับบุคคลภายนอกมีสามมิติ ได้แก่ (๑) ความสามารถ (capacity) ของบริษัทในการทำนิติกรรมประเภทนั้น (๒) อำนาจที่แท้จริง (actual authority) ของกรรมการผู้ทำนิติกรรม และ (๓) สิทธิของบุคคลภายนอกที่กระทำการโดยสุจริต (good faith reliance) ในการยึดถืออำนาจที่ปรากฏ (apparent authority) แม้อำนาจที่แท้จริงจะไม่มีอยู่ก็ตาม ทั้งสามมิตินี้แทรกซึมอยู่ในระบบกฎหมายทั้งสามที่เราศึกษา
ในระดับที่กว้างขึ้น Velu2 ชี้ว่าประสิทธิผลของโมเดลธุรกิจมิได้ขึ้นอยู่กับแนวคิดทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของโครงสร้างการกำกับดูแลในการ ตัดสินใจ และ นำไปปฏิบัติ ได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง โครงสร้างอำนาจที่ชัดเจน การประชุมที่มีประสิทธิภาพ และกระบวนการมติที่เป็นระบบจึงมิใช่เพียงข้อกำหนดทางกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้องค์กรธุรกิจสามารถแข่งขันได้ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
II. อำนาจของกรรมการและการมอบอำนาจ
๑. หลักความสามารถของนิติบุคคลและหลัก Ultra Vires
ตามทฤษฎีกฎหมายองค์กรธุรกิจ บริษัทในฐานะนิติบุคคลย่อมมีความสามารถ (legal capacity) เพียงเท่าที่กฎหมายและตราสารจัดตั้งกำหนดให้ ในศตวรรษที่ ๑๙ ทุกระบบกฎหมายในการศึกษาของเรายึดถือหลัก ultra vires — การกระทำใดที่เกินเลยขอบวัตถุประสงค์ของบริษัทย่อมเป็นโมฆะ3 แนวคิดนี้มีรากฐานจากการที่นักลงทุนต้องการสร้าง "สายจูงเชือก" ผูกมัดฝ่ายบริหารมิให้เบี่ยงเบนทรัพยากรออกนอกกิจการที่ตกลงกัน
อย่างไรก็ดี หลัก ultra vires นี้สร้างผลเสียแก่บุคคลภายนอกที่ทำสัญญาโดยสุจริต บริษัทอาจเข้าทำสัญญาเสี่ยงสูงแล้วอ้าง ultra vires เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดเมื่อสัญญาไม่ได้กำไร กระบวนการนิติบัญญัติในแต่ละระบบจึงปรับปรุงหลักนี้ไปตามลำดับ ดังที่ Ferran4 นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์วิเคราะห์ว่า เมื่อกฎการเปิดเผยข้อมูลทางบัญชีพัฒนาขึ้นและตลาดหุ้นสร้างกลไกควบคุมผู้บริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ข้อกำหนดวัตถุประสงค์ในตราสารจัดตั้งกลายเป็น "อุปสรรคมากกว่าประโยชน์" ต่อนักลงทุน
| ระบบกฎหมาย | บทบัญญัติหลัก | ผลต่อบุคคลภายนอก | ผลภายใน |
|---|---|---|---|
| เยอรมนี | AktG § 82(1) | ผูกพันบริษัทแม้เกิน ultra vires | กรรมการรับผิดภายในต่อบริษัท |
| สหราชอาณาจักร | CA 2006 s. 39(1) | ผูกพันบริษัทโดยสมบูรณ์ | ผู้ถือหุ้นอาจฟ้องกรรมการภายใน |
| สหรัฐอเมริกา (Delaware) | DGCL § 124(1) | ผูกพันบริษัทโดยสมบูรณ์ | ผู้ถือหุ้นอาจหยุดนิติกรรมล่วงหน้า |
| ไทย (ป.พ.พ.) | ป.พ.พ. ม. ๑๑๖๗, ๑๑๖๘ | ป.พ.พ. ไม่บัญญัติ ultra vires โดยตรง; กรรมการต้องทำงานในขอบอำนาจข้อบังคับ | กรรมการรับผิดชดใช้ความเสียหาย |
๒. อำนาจที่แท้จริงและอำนาจที่ปรากฏ
ทุกระบบกฎหมายในการศึกษาให้อำนาจแก่คณะกรรมการในการเป็นตัวแทนบริษัทต่อบุคคลภายนอกโดยชัดแจ้ง5 ใน AktG มาตรา ๗๘ กำหนดให้ Vorstand เป็นผู้มีอำนาจแทนบริษัทโดยเฉพาะ โดย Aufsichtsrat มีอำนาจแทนบริษัทเฉพาะในกรณีที่ทำนิติกรรมกับ Vorstand CA 2006 มาตรา ๔๐ และ DGCL มาตรา ๑๔๑ กำหนดในทำนองเดียวกัน พร้อมทั้งอนุญาตให้คณะกรรมการมอบอำนาจแก่คณะย่อย กรรมการรายคน หรือตัวแทนได้6
อำนาจที่แท้จริง (Actual Authority)
อำนาจที่มาจากกฎหมาย ตราสารจัดตั้ง หรือมอบอำนาจโดยชัดแจ้ง ทั้งในรูปแบบ express authority และ implied authority จากกิจกรรมปกติของตัวแทน
อำนาจที่ปรากฏ (Apparent Authority)
เกิดขึ้นเมื่อบริษัทวางตัวแทนในฐานะที่บุคคลภายนอกมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าตัวแทนมีอำนาจ แม้อำนาจที่แท้จริงจะไม่มีก็ตาม หลักนี้มีฐานจาก estoppel
หน้าที่ตรวจสอบ (Duty of Inquiry)
บุคคลภายนอกในธุรกรรมผิดปกติมีหน้าที่ตรวจสอบขอบเขตอำนาจของตัวแทน ไม่อาจอ้าง apparent authority ในกรณีที่ธุรกรรมควรก่อให้เกิดข้อสงสัย
ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๕๔, ๑๑๖๗
กรรมการผู้จัดการมีอำนาจแทนบริษัทในกิจการทั่วไป หากทำนิติกรรมเกินขอบอำนาจต้องรับผิดชดใช้ความเสียหายแก่บริษัทและบุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหาย
คดี Anaconda Minerals Co. v. Goldfields of South Africa7 จากวงจรศาลสหรัฐอเมริกาอธิบายขอบเขตของ apparent authority ได้อย่างชัดเจน ศาลวางหลักว่าเหรัญญิก (treasurer) ของบริษัทขนาดใหญ่ย่อมมี apparent authority ในการผูกพันบริษัทในธุรกรรมทางการเงินปกติ แต่การค้ำประกันหนี้ของบุคคลที่สาม ซึ่งไม่มีความเชื่อมโยงกับกิจการของบริษัท เป็นธุรกรรม "ผิดปกติ" ที่ก่อให้เกิดหน้าที่ตรวจสอบเพิ่มเติม บุคคลภายนอกที่ละเลยหน้าที่ตรวจสอบดังกล่าวย่อมไม่อาจอ้าง apparent authority ได้
๓. การมอบอำนาจและข้อจำกัดภายใน
การมอบอำนาจ (delegation) เป็นกระบวนการที่คณะกรรมการส่งต่ออำนาจบริหารลงมายังระดับล่าง เพื่อให้องค์กรธุรกิจดำเนินกิจการได้อย่างคล่องตัวในชีวิตประจำวัน Directive (EU) 2017/1132 มาตรา ๙ กำหนดมาตรฐานกลางของสหภาพยุโรปว่าบุคคลภายนอกที่กระทำการโดยสุจริตมีสิทธิที่จะยึดถือการกระทำของผู้แทนบริษัทที่มีอำนาจตาม constitutional documents ได้ แม้สัญญาจะเกินขอบอำนาจภายในก็ตาม8
ป.พ.พ. ไม่มีบทบัญญัติเรื่อง apparent authority โดยตรงในส่วนของบริษัทจำกัด แต่บทบัญญัติทั่วไปเรื่องตัวแทน (ลักษณะ ๑๕) โดยเฉพาะมาตรา ๘๒๑ ว่าด้วยตัวแทนปรากฏ ย่อมนำมาใช้โดยอนุโลมได้9 นักวิชาการกฎหมายไทยหลายคนเห็นว่าช่องว่างนี้ควรได้รับการบัญญัติอย่างชัดแจ้งในกฎหมายบริษัทสมัยใหม่
III. การประชุมผู้ถือหุ้น
ที่ประชุมใหญ่ (general meeting) คือ "กลไกกลาง" (primary decision-making body) ที่ผู้ถือหุ้นสามารถใช้สิทธิ์ในทางร่วมได้อย่างเป็นรูปธรรม Cahn และ Donald10 ตั้งข้อสังเกตว่าวิวัฒนาการของที่ประชุมผู้ถือหุ้นสะท้อนพัฒนาการทางเทคโนโลยีเป็นหลัก นับจากการประชุมหน้าตรงในอดีต มาสู่ระบบ proxy ที่อนุญาตให้มอบอำนาจลงคะแนน จนถึงการประชุมทางอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน ที่ขจัดข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์
๑. ประเภทของการประชุม
ทุกระบบกฎหมายในการศึกษาแบ่งการประชุมผู้ถือหุ้นออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ การประชุมสามัญประจำปี (annual general meeting) และการประชุมวิสามัญ (special general meeting) ที่เรียกตามเหตุพิเศษ
- สามัญ (ordentliche HV)ภายใน ๘ เดือนนับแต่สิ้นปีบัญชี (§ 175 AktG); บริษัทในตลาด prime standard ภายใน ๔ เดือน
- วิสามัญเมื่อจำเป็นเพื่อ Wohl der Gesellschaft (§ 121 AktG); ผู้ถือหุ้น ๕% หรือ €500,000 ร้องขอได้
- นัดหมายล่วงหน้า ≥ ๓๐ วัน ผ่าน Bundesanzeiger; ส่งถึงธนาคารผู้ดูแล ≥ ๒๑ วัน
- สามัญ (AGM)บริษัทมหาชนภายใน ๖ เดือนนับแต่สิ้นปีบัญชี (s. 336 CA 2006)
- วิสามัญผู้ถือหุ้น ๕% หรือกลุ่ม ๑๐๐ คนถือเฉลี่ย £100 ร้องขอได้ (s. 303)
- นัดหมายบริษัทมหาชน ≥ ๒๑ วัน; กรณีพิเศษ ≥ ๒๘ วัน; ทางไปรษณีย์ อิเล็กทรอนิกส์ หรือเว็บไซต์
- สามัญ (ม. ๑๑๗๑)ภายใน ๖ เดือนนับแต่จดทะเบียน; ต่อไปอย่างน้อยปีละครั้งในทุก ๑๒ เดือน
- วิสามัญ (ม. ๑๑๗๒, ๑๑๗๓)กรรมการเรียกได้ตามสมควร; ผู้ถือหุ้น ≥ ๑/๕ ร้องขอให้เรียกได้
- นัดหมาย (ม. ๑๑๗๕)ไปรษณีย์ตอบรับ ≥ ๗ วัน; มติพิเศษ ≥ ๑๔ วัน; ระบุสถานที่ วัน เวลา และสภาพกิจการ
๒. ผู้มีสิทธิเข้าร่วมและองค์ประชุม
ระบบกฎหมายทั้งสามกำหนดให้ผู้ถือหุ้นทุกคนมีสิทธิเข้าร่วมประชุมใหญ่โดยไม่จำกัด ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๗๖ บัญญัติชัดเจนว่า "ผู้ถือหุ้นทั่วทุกคนมีสิทธิจะเข้าประชุมในที่ประชุมใหญ่ได้เสมอ" มาตรา ๑๑๗๘ กำหนดองค์ประชุมขั้นต่ำที่ต้องมีผู้ถือหุ้นหรือผู้รับมอบฉันทะอย่างน้อย ๒ คน และมีจำนวนหุ้นรวมกันไม่น้อยกว่า ๑/๔ ของทุนบริษัท11
AktG ไม่กำหนดองค์ประชุมขั้นต่ำ แต่กำหนดเสียงข้างมากพิเศษสำหรับมติบางประเภทซึ่งคำนวณจากทุนทั้งหมด (ไม่ใช่จากทุนที่เข้าร่วมประชุม) ทำให้ผลลัพธ์ในทางปฏิบัติคล้ายคลึงกับการกำหนดองค์ประชุม Delaware กำหนดองค์ประชุมขั้นต่ำที่ ๑/๓ ของหุ้นทั้งหมดตาม DGCL มาตรา ๒๑๖12
๓. การลงคะแนนและระบบ Proxy
นวัตกรรมสำคัญที่ขยายการมีส่วนร่วมของผู้ถือหุ้นคือระบบ proxy (การมอบฉันทะ) ที่ช่วยให้ผู้ถือหุ้นซึ่งไม่สามารถเดินทางมาประชุมสามารถส่งผู้แทนลงคะแนนแทนได้ ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๘๗–๑๑๘๙ กำหนดว่าการมอบฉันทะต้องทำเป็นหนังสือ ระบุจำนวนหุ้น ชื่อผู้รับฉันทะ และวัตถุประสงค์ของการมอบอำนาจ13
ในเยอรมนี ธนาคารผู้ดูแลหลักทรัพย์มีบทบาทสำคัญในการลงคะแนนแทนผู้ถือหุ้นรายย่อยมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ ๑๙ อย่างไรก็ดี อิทธิพลของธนาคารต่อกระบวนการลงคะแนนได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวดภายหลังการปฏิรูปของ Professor Theodor Baums14 ในปี ๑๙๙๕ ซึ่งนำมาสู่การแก้ไข AktG ในปี ๑๙๙๗ ปัจจุบันธนาคารต้องได้รับมอบอำนาจชัดแจ้งจากผู้ถือหุ้น และต้องลงคะแนนตามคำสั่งของลูกค้า ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของธนาคารเอง
การอภิปรายว่าการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์และ "shareholder forums" จะกระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้ถือหุ้นรายย่อยได้หรือไม่ ยังคงเป็นประเด็นวิจัยที่เปิดอยู่ Cahn และ Donald ตั้งคำถามว่าผู้ถือหุ้นรายย่อยอาจมีส่วนร่วม "patch" ปัญหาของบริษัทได้คล้ายกับผู้มีส่วนร่วมในโครงการ open source หรือ Wikipedia หรือไม่ — คำถามที่กฎหมายองค์กรธุรกิจยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัด
IV. ประเภทมติและหลักเกณฑ์การลงคะแนน
๑. ประเภทมติ
กฎหมายองค์กรธุรกิจในแต่ละระบบแยกแยะประเภทมติตาม ความสำคัญและผลกระทบ ของการตัดสินใจ มติทั่วไป (ordinary resolution) ใช้สำหรับกิจการประจำ ส่วนมติพิเศษ (special resolution) ที่ต้องการเสียงข้างมากพิเศษสงวนไว้สำหรับการตัดสินใจที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของบริษัท
มติทั่วไป (Ordinary Resolution)
- การอนุมัติงบการเงินและงบดุล
- การเลือกตั้งกรรมการและผู้สอบบัญชี
- การประกาศเงินปันผล
- การอนุมัติการกระทำของกรรมการ
- เสียงข้างมากธรรมดา (> ½)
มติพิเศษ (Special Resolution)
- การแก้ไขข้อบังคับ/ตราสารจัดตั้ง
- การเพิ่มทุนหรือลดทุน
- การควบบริษัทหรือเลิกบริษัท
- การขายทรัพย์สินสำคัญ
- ป.พ.พ. ม. ๑๑๙๔: ≥ ¾ ของเสียงที่เข้าร่วมและมีสิทธิลงคะแนน
๒. ประเภทมติในระบบกฎหมายเปรียบเทียบ
AktG กำหนดเสียงข้างมากสำหรับมติพิเศษที่ ¾ ของทุนที่เข้าร่วมประชุม (§ 179 AktG สำหรับการแก้ไข Satzung) โดยสาระสำคัญคือการคำนวณจาก ทุน ที่เข้าร่วมไม่ใช่จาก จำนวนผู้ถือหุ้น ป้องกันไม่ให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยจำนวนมากล้มล้างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ลงทุนจริง CA 2006 กำหนดมติพิเศษ (special resolution) ที่ ≥ ๗๕% ของเสียงที่ลงคะแนน (s. 283) และมติพิเศษที่ต้องการการแจ้งล่วงหน้าพิเศษ (s. 312) เช่น มติถอดถอนกรรมการ15
ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๙๔ กำหนดมติพิเศษที่ต้องการคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า ๓/๔ ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิลงคะแนน16 กฎหมายไทยยังกำหนดว่าในกรณีที่คะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานที่ประชุมมีคะแนนเพิ่มอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด (มาตรา ๑๑๙๓) ซึ่งเป็นกลไกที่ไม่พบในระบบกฎหมายอื่นที่เราศึกษา
๓. ความถูกต้องและการเพิกถอนมติ
AktG กำหนดระบบท้าทายมติที่ละเอียดในมาตรา ๒๔๑–๒๔๘ ซึ่งแยกแยะระหว่างมติที่เป็นโมฆะ (nichtig) เด็ดขาดและมติที่อาจถูกเพิกถอน (anfechtbar) ได้ โดยผู้ถือหุ้นหรือกรรมการต้องฟ้องต่อศาลภายในหนึ่งเดือน ระบบนี้สร้างกลยุทธ์ "strike suit" ที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยใช้ขัดขวางการบันทึกในทะเบียนการค้า (Handelsregister) เพื่อสร้างแรงกดดันต่อบริษัทหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่17
ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๙๕ กำหนดว่าหากการประชุมหรือมติฝ่าฝืนบทบัญญัติในลักษณะนี้หรือข้อบังคับของบริษัท กรรมการหรือผู้ถือหุ้นอาจร้องขอให้ศาลเพิกถอนมติดังกล่าว แต่ต้องร้องขอภายใน ๑ เดือนนับแต่วันลงมติ18 ระยะเวลาอันสั้นนี้สะท้อนหลักความแน่นอนในกฎหมายและป้องกันการใช้สิทธิฟ้องเป็นเครื่องมือกดดันหลังจากที่บริษัทได้ดำเนินกิจการไปแล้ว
ป.พ.พ. ว่าด้วยการประชุมและมติ: สรุปบทบัญญัติสำคัญ
ม. ๑๑๗๑ ประชุมสามัญในหกเดือนนับแต่จดทะเบียน; ต่อไปปีละครั้งในทุก ๑๒ เดือน
ม. ๑๑๗๓ ผู้ถือหุ้น ≥ ๑/๕ ร้องขอให้เรียกประชุมวิสามัญได้ ต้องระบุวัตถุประสงค์; กรรมการต้องเรียกโดยพลัน ถ้าไม่เรียกใน ๓๐ วัน ผู้ถือหุ้นเรียกประชุมเองได้
ม. ๑๑๗๕ คำบอกกล่าว ≥ ๗ วัน (มติพิเศษ ≥ ๑๔ วัน); ต้องระบุสถานที่ วัน เวลา สภาพกิจการ
ม. ๑๑๗๘ องค์ประชุม ≥ ๒ คน + ≥ ๑/๔ ของทุน
ม. ๑๑๘๒ ชูมือ: ๑ คน ๑ เสียง; ลงคะแนนลับ: ๑ หุ้น ๑ เสียง
ม. ๑๑๙๔ มติพิเศษ: ≥ ๓/๔ ของเสียงที่มาประชุมและมีสิทธิลงคะแนน
ม. ๑๑๙๕ เพิกถอนมติที่ผิดระเบียบ: ร้องขอภายใน ๑ เดือนนับแต่วันลงมติ
ม. ๑๒๐๑ เงินปันผลอนุมัติโดยมติที่ประชุมใหญ่เท่านั้น; กรรมการอาจจ่ายระหว่างกาลได้หากมีกำไรเพียงพอ
ม. ๑๒๒๐ การเพิ่มทุนโดยออกหุ้นใหม่: ต้องมีมติพิเศษ; หุ้นใหม่ต้องเสนอให้ผู้ถือหุ้นเดิมก่อนตามสัดส่วน (ม. ๑๒๒๒)
V. หน้าที่และความรับผิดของผู้ถือหุ้น
๑. หน้าที่ความซื่อสัตย์ของผู้ถือหุ้น (Shareholder Fiduciary Duties)
โดยทั่วไปผู้ถือหุ้นมีสถานะเป็นเจ้าของทรัพย์สิน (property rights) ไม่ใช่ผู้จัดการในนามของผู้อื่น ในทางทฤษฎีจึงไม่มีเหตุผลที่จะกำหนดหน้าที่ความซื่อสัตย์ให้แก่ผู้ถือหุ้น อย่างไรก็ตาม นักวิชาการ Smith19 ชี้ว่าเมื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่มีอำนาจควบคุมการใช้ดุลพินิจเกี่ยวกับ "ทรัพยากรสำคัญที่เป็นของผู้อื่น" — กล่าวคือ ส่วนได้เสียของผู้ถือหุ้นรายย่อย — ความสัมพันธ์เช่นนี้ก็ควรก่อให้เกิดหน้าที่ความซื่อสัตย์
ในกฎหมาย Delaware ผู้ถือหุ้นที่ "ถือหุ้นข้างมากหรือใช้อำนาจควบคุมกิจการ" มีหน้าที่ความซื่อสัตย์ต่อบริษัทและผู้ถือหุ้นรายย่อย20 คดี Lynch Communications ซึ่ง Cahn และ Donald อ้างอิง วางหลักว่าการตัดสินใจที่เป็นการ "self-dealing" ของผู้ถือหุ้นรายใหญ่จะถูกพิจารณาภายใต้มาตรฐาน "entire fairness" อันเข้มงวดกว่า business judgment rule ทั่วไป
BGH เยอรมนีพัฒนาหลักคล้ายคลึงกันผ่านแนวคิด Treuepflicht (หน้าที่ความซื่อสัตย์) ของผู้ถือหุ้น คดี Girmes21 ขยายหลักนี้ไปถึงผู้ถือหุ้นรายย่อยด้วยในสถานการณ์พิเศษ โดยตัดสินว่าผู้ถือหุ้นรายย่อยที่ขัดขวางแผนฟื้นฟูกิจการโดยไม่มีเหตุอันควรอาจละเมิดหน้าที่ความซื่อสัตย์ต่อผู้ถือหุ้นรายอื่น
๒. หน้าที่รายงานการถือหุ้นสำคัญ
นอกเหนือจากหน้าที่เชิงนิติธรรม (equitable duties) กฎหมายยังกำหนดหน้าที่เชิงข้อมูล (disclosure duties) ให้ผู้ถือหุ้นที่ถือเกินเกณฑ์ที่กำหนดต้องรายงานต่อสาธารณะ วัตถุประสงค์คือป้องกันการสะสมหุ้นแบบ "creeping takeover" โดยซ่อนเร้น ซึ่งจะทำให้ผู้เข้าซื้อกิจการได้เปรียบในการต่อรองราคาก่อนที่ตลาดจะรับรู้22
กฎหมาย Williams Act ปี ๑๙๖๘ ของสหรัฐอเมริกา (Exchange Act § 13(d)) บัญญัติหน้าที่รายงานนี้เป็นครั้งแรกในระบบกฎหมายปัจจุบัน ผู้ที่ถือหุ้นเกิน ๕% ในบริษัทจดทะเบียนต้องรายงานต่อ SEC ใน Schedule 13D Transparency Directive ของสหภาพยุโรปนำหลักเดียวกันมาใช้ ปัจจุบันบัญญัติในมาตรา ๙–๑๓ ของ Directive และสะท้อนในมาตรา ๓๓ WpHG ของเยอรมนีและ FCA DTR 5 ของสหราชอาณาจักร23
ป.พ.พ. ในส่วนบริษัทจำกัดไม่มีบทบัญญัติเรื่องการรายงานการถือหุ้นสำคัญโดยตรง เนื่องจากบริษัทจำกัดตาม ป.พ.พ. ไม่ใช่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สำหรับบริษัทมหาชนจำกัดและบริษัทจดทะเบียน หน้าที่เหล่านี้อยู่ในกฎหมาย พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕ และข้อกำหนด ก.ล.ต. ซึ่งอยู่นอกขอบเขตของบทความนี้
๓. ความรับผิดของผู้ถือหุ้นในกรณีพิเศษ
แม้หลัก limited liability (ความรับผิดจำกัด) จะเป็นรากฐานของบริษัทจำกัด แต่ทุกระบบกฎหมายในการศึกษารับรองว่าในบางสถานการณ์ ผู้ถือหุ้นอาจต้องรับผิดเกินกว่าเงินลงทุน กลไกเหล่านี้ได้แก่ veil-piercing (การเจาะผ่านม่านบริษัท) ในกรณีที่ใช้บริษัทเป็นเครื่องมือในการฉ้อโกง และหลัก undercapitalization ในเยอรมนีที่ถือว่าการให้ทุนบริษัทน้อยกว่าที่ควรอาจก่อความรับผิดส่วนตัว24
ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๐๓ กำหนดว่าหากมีการจ่ายเงินปันผลโดยฝ่าฝืนมาตรา ๑๒๐๑ และ ๑๒๐๒ เจ้าหนี้ทั้งหลายของบริษัทมีสิทธิเรียกคืนเงินดังกล่าวจากผู้ถือหุ้น ยกเว้นผู้ถือหุ้นที่รับเงินปันผลโดยสุจริต กลไกนี้สะท้อนหลักการคุ้มครองทุนบริษัท (capital maintenance) ที่เป็นกลไกสำคัญในการรักษาความน่าเชื่อถือของบริษัทต่อเจ้าหนี้25
VI. การบังคับสิทธิทางศาล
๑. ประเภทคดี: Direct, Derivative, และ Class Action
Cahn และ Donald26 แบ่งคดีที่ผู้ถือหุ้นสามารถนำขึ้นสู่ศาลออกเป็นสามประเภทหลัก คดีโดยตรง (direct action) คือการฟ้องเพื่อปกป้องสิทธิส่วนตัวของผู้ถือหุ้นในฐานะส่วนตัว คดีอนุพันธ์ (derivative action) คือการฟ้องในนามบริษัทเมื่อคณะกรรมการละเลยหรือปฏิเสธที่จะฟ้องตัวเอง และคดีแบบกลุ่ม (class action) คือการฟ้องแทนผู้ถือหุ้นหลายพันรายที่ได้รับความเสียหายในรูปแบบเดียวกัน
ความแตกต่างระหว่าง direct action และ derivative action มีความสำคัญในทางปฏิบัติเนื่องจากกำหนดว่าผลชนะคดีตกแก่ใคร ในคดี derivative action ความเสียหายตกแก่บริษัท ไม่ใช่แก่โจทก์ผู้ถือหุ้นโดยตรง ซึ่งสร้างปัญหาเชิงแรงจูงใจ (incentive problem) เพราะผู้ถือหุ้นรายย่อยที่ชนะคดีได้รับประโยชน์เพียงเล็กน้อยตามสัดส่วนหุ้น ขณะที่ต้องแบกรับต้นทุนการฟ้องคดีทั้งหมด27
๒. ระบบกฎหมายเยอรมนี: คดีท้าทายมติ
ในเยอรมนี คดีที่พบมากที่สุดคือการท้าทายมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น (Anfechtungsklage) ตาม AktG มาตรา ๒๔๓–๒๔๘ ซึ่งต้องนำมาสู่ศาลภายใน ๑ เดือนนับแต่วันลงมติ มติที่ถูกท้าทายสามารถถูก "ยับยั้ง" มิให้มีผลบังคับใช้ได้จนกว่าศาลจะตัดสิน เนื่องจากมติจำนวนมากต้องบันทึกในทะเบียนการค้าก่อนจึงจะมีผล กลยุทธ์นี้ให้อำนาจต่อรองอย่างมีนัยสำคัญแก่โจทก์28
กฎหมายเยอรมนีไม่อนุญาต contingent fees (ค่าทนายแบบสำเร็จหน้าที่) ในคดีแพ่ง ซึ่งหมายความว่าแรงจูงใจของทนายความในการฟ้องคดีเพื่อรับส่วนแบ่งกำไรแบบที่เกิดในสหรัฐอเมริกาไม่มีอยู่ในเยอรมนี อย่างไรก็ตาม ช่องทางการขัดขวางการบันทึกในทะเบียนการค้าสร้างแรงจูงใจในรูปแบบอื่น — คือแรงจูงใจที่จะฟ้องเพื่อ "บีบ" บริษัทให้จ่ายเงินยอมความ
๓. ระบบกฎหมายสหราชอาณาจักร: Unfair Prejudice Action
CA 2006 มาตรา ๙๙๔ (unfair prejudice action) เป็นกลไกหลักในการคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อยในสหราชอาณาจักร ผู้ถือหุ้นอาจร้องขอต่อศาลเมื่อกิจการของบริษัทดำเนินไปในทางที่ "ไม่เป็นธรรมอย่างไม่เท่าเทียม" (unfairly prejudicial) ต่อผลประโยชน์ของสมาชิกคนหนึ่งคนใด ความโดดเด่นของกลไกนี้คือความยืดหยุ่น: ศาลพิจารณา "ข้อตกลงพิเศษ" ระหว่างสมาชิกที่อาจสร้างความคาดหวังชอบธรรม (legitimate expectations) แม้ข้อตกลงดังกล่าวจะไม่ได้บัญญัติไว้อย่างเป็นทางการ29
คดี Ebrahimi v. Westbourne Galleries Ltd30 ซึ่งสภาขุนนางตัดสินในปี ๑๙๗๓ เป็นตัวอย่างคลาสสิก ศาลตัดสินว่าการขับผู้ถือหุ้นรายย่อยออกจากการเป็นกรรมการในบริษัทร่วมกัน (quasi-partnership company) โดยไม่เสนอราคาซื้อคืนหุ้นในราคาธรรมของ อาจเป็นการ unfair prejudice ได้ แม้การกระทำดังกล่าวจะชอบด้วยอักษรของข้อบังคับบริษัทก็ตาม
๔. ระบบกฎหมายสหรัฐอเมริกา: Derivative Suit และ Contingent Fees
ในสหรัฐอเมริกา ระบบ contingent fees (ค่าทนายตามผลสำเร็จ) รวมกับ derivative suits สร้างพลวัตเฉพาะตัว Professors Macey และ Miller31 อธิบายว่าทนายความที่ดำเนินคดีแบบ derivative action ประพฤติตนเป็น "ผู้ประกอบการ" (entrepreneurs) มากกว่าตัวแทนของลูกค้า เนื่องจากค่าทนายคิดเป็นสัดส่วนของผลชนะคดีที่ตกแก่บริษัท (ซึ่งใหญ่กว่าประโยชน์ทางอ้อมที่โจทก์ผู้ถือหุ้นรายย่อยได้รับมาก) ซึ่งทำให้ผลประโยชน์ของทนายความและของผู้ถือหุ้นแตกต่างกันในเรื่องกลยุทธ์คดีและการตัดสินใจยอมความ
Professor John Coffee32 เปรียบเทียบ private enforcement กับ public enforcement แล้วพบว่าการบังคับใช้กฎหมายโดยหน่วยงานรัฐมีประสิทธิภาพในเชิงแรงจูงใจสูงกว่า และผลการวิจัยของ Professors Jackson และ Roe33 ยังชี้ว่าการบังคับใช้โดยภาครัฐสอดคล้องกับการพัฒนาของศูนย์กลางการเงินที่เข้มแข็ง
๕. ป.พ.พ. และการบังคับสิทธิผู้ถือหุ้น
ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๖๙ บัญญัติสิทธิที่ผู้ถือหุ้นหรือเจ้าหนี้ของบริษัทสามารถฟ้องกรรมการในนามบริษัทได้ เมื่อบริษัทมีสิทธิเรียกร้องต่อกรรมการแต่ไม่ดำเนินการ กลไกนี้เป็นสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดกับ derivative action ในกฎหมายไทย แม้จะมีขอบเขตแตกต่างกัน34
มาตรา ๑๑๗๐ เป็นบทบัญญัติสำคัญที่กำหนดว่าเมื่อที่ประชุมใหญ่อนุมัติการกระทำของกรรมการแล้ว กรรมการคนนั้นไม่ต้องรับผิดต่อผู้ถือหุ้นที่ให้อนุมัติหรือต่อบริษัทอีก แต่ผู้ถือหุ้นที่ไม่ได้ให้อนุมัติมีเวลาฟ้องร้องเพียง ๖ เดือนนับแต่วันประชุม กลไกนี้สะท้อนหลักที่ว่าการอนุมัติของที่ประชุมใหญ่สามารถ "ล้างมลทิน" (ratify) การกระทำก่อนหน้าของกรรมการได้ ซึ่งคล้ายกับ ratification doctrine ในกฎหมาย Common Law35
VII. นัยต่อการกำกับโมเดลธุรกิจ
Velu36 ในกรอบแนวคิด 4Vs (value proposition, value creation, value capture, value network) ชี้ว่าการนำโมเดลธุรกิจใหม่ไปปฏิบัติในโลกแห่งความเป็นจริงต้องผ่านกลไกการตัดสินใจขององค์กร ซึ่งหมายความว่าความเร็วและคุณภาพของกระบวนการประชุมและมติมีผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขัน
กรณีตัวอย่างที่ชัดเจนคือบริษัทที่ต้องการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจอย่างรวดเร็วในตลาดที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ระบบกำกับดูแลที่ต้องเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อขออนุมัติทุกการตัดสินใจสำคัญ อาจกลายเป็นอุปสรรค (governance bottleneck) ขณะที่ระบบที่ให้อำนาจกรรมการมากเกินไปอาจเปิดช่องให้ agency problem ดังที่ Jensen และ Meckling วิเคราะห์ไว้ในบทความตอนก่อน
การออกแบบโครงสร้าง "มติที่ต้องการเสียงข้างมากพิเศษ" จึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างความยืดหยุ่นทางธุรกิจและการคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อย บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งในสหรัฐอเมริกาออกแบบโครงสร้างหุ้น dual-class (หุ้นสองประเภทที่มีสิทธิลงคะแนนต่างกัน) เพื่อให้ผู้ก่อตั้งยังคงอำนาจตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้แม้จะระดมทุนจากสาธารณะแล้ว ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๐๘ อนุญาตให้มีหุ้นบุริมสิทธิที่มีสิทธิพิเศษในการรับเงินปันผลหรือส่วนแบ่งทรัพย์สินได้ แต่การออกแบบโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่านี้ต้องพิจารณาในกรอบของ พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด37
VIII. บทสรุป
บทความนี้วิเคราะห์กลไกการใช้อำนาจในองค์กรธุรกิจจากสี่มิติ ประการแรก อำนาจของกรรมการในการผูกพันบริษัทพัฒนาจากหลัก ultra vires อันเข้มงวดในศตวรรษที่ ๑๙ มาสู่ระบบที่คุ้มครองบุคคลภายนอกที่กระทำการโดยสุจริต โดยทั้งสามระบบกฎหมายในการศึกษากำหนดให้นิติกรรมที่เกินขอบอำนาจยังคงผูกพันบริษัทต่อบุคคลภายนอก ขณะที่กรรมการต้องรับผิดภายในต่อบริษัท ป.พ.พ. แม้ไม่มีบทบัญญัติ ultra vires โดยตรง แต่กลไกความรับผิดของกรรมการตามมาตรา ๑๑๖๘ ทำหน้าที่คล้ายกัน
ประการที่สอง การประชุมผู้ถือหุ้นเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความชอบธรรมให้แก่การตัดสินใจขององค์กร ความแตกต่างหลักระหว่างสามระบบอยู่ที่ระยะเวลาแจ้งล่วงหน้า (เยอรมนีเข้มงวดที่สุดที่ ๓๐ วัน ไทยผ่อนคลายที่สุดที่ ๗ วัน) และระบบการมอบฉันทะ (เยอรมนีควบคุมธนาคารผู้ดูแลอย่างเข้มข้น สหรัฐอเมริกามีโครงสร้าง proxy statement ที่ละเอียด)
ประการที่สาม ระบบมติพิเศษสะท้อนการตัดสินใจเชิงนโยบายว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสำคัญควรต้องการความยินยอมจากสัดส่วนเท่าใดของผู้ถือหุ้น โดย ป.พ.พ. กำหนด ๓/๔ ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับ CA 2006 ประการสุดท้าย กระบวนการบังคับสิทธิทางศาลมีประสิทธิผลขึ้นอยู่กับโครงสร้างแรงจูงใจที่กำหนดโดยระบบค่าทนาย การอนุญาต contingent fees ในสหรัฐอเมริกา การท้าทายการบันทึกทะเบียนการค้าในเยอรมนี และ unfair prejudice action ในสหราชอาณาจักร ล้วนสร้างรูปแบบการฟ้องคดีที่แตกต่างกัน ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๖๙ เป็นก้าวแรกที่ดีในการให้ผู้ถือหุ้นบังคับสิทธิในนามบริษัทได้ แต่ระบบเป็นองค์รวมยังขาดเครื่องมือที่ครบถ้วนเมื่อเปรียบกับสามระบบในการศึกษา