I. บทนำ: ทฤษฎีการปรับโครงสร้างองค์กร
บทความตอนสุดท้ายของชุดนี้มุ่งวิเคราะห์ชีวิตด้านท้ายของนิติบุคคลธุรกิจ — ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนมือ การควบรวม การขยายตัวเป็นกลุ่มบริษัท หรือการสิ้นสุดสภาพนิติบุคคลโดยสิ้นเชิง นิติกรรมเหล่านี้มีความสำคัญทางทฤษฎีเพราะเป็นจุดที่หลักพื้นฐานของกฎหมายองค์กรธุรกิจ — ได้แก่ บุคลิกภาพแยกต่างหาก ความรับผิดจำกัด หน้าที่กรรมการ และสิทธิผู้ถือหุ้น — ถูกทดสอบอย่างหนักที่สุด
Cahn และ Donald1 ชี้ว่าการควบรวมกิจการ (mergers and acquisitions — M&A) "เป็นนิติกรรมธุรกิจที่ซับซ้อนที่สุดชนิดหนึ่ง" ความซับซ้อนนี้มาจากการที่นิติกรรม M&A เป็นจุดตัดของกฎหมายหลายสาขา ได้แก่ กฎหมายบริษัท กฎหมายสัญญา กฎหมายภาษี กฎหมายแรงงาน กฎหมายการแข่งขัน และกฎหมายหลักทรัพย์ ผู้ปฏิบัติงานในระดับต้นของทีมกฎหมาย M&A มักเห็นเพียง "ส่วนหนึ่งของดีล" และอาจหลงทางในรายละเอียด การเข้าใจกรอบโครงสร้างพื้นฐานจึงจำเป็นยิ่ง
Velu2 ในมิติของโมเดลธุรกิจ อธิบายว่าการเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจในระดับลึก (transformational business model innovation) มักต้องการการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนิติบุคคลไปพร้อมกัน การสร้างระบบนิเวศน์คุณค่า (value network) ใหม่มักต้องการการควบรวมกิจการ การแยกกิจการ หรือการจัดโครงสร้างกลุ่มบริษัทขึ้นใหม่ กรอบ 4Vs ของ Velu จึงเชื่อมโยงโดยตรงกับโครงสร้างทางกฎหมายที่เราจะวิเคราะห์ในบทความนี้
II. วิธีการปรับโครงสร้างธุรกิจ
ลักษณะร่วมของบริษัทในทุกระบบกฎหมาย — ได้แก่ นิติบุคคลแยกต่างหาก ความเป็นเจ้าของโดยผู้ถือหุ้น และการบริหารโดยคณะกรรมการ — นำมาสู่โครงสร้างพื้นฐาน ๓ ประการในการโอนควบคุมสินทรัพย์องค์กรธุรกิจ ได้แก่ การซื้อสินทรัพย์ (asset purchase) การซื้อหุ้น (stock purchase) และการควบรวมตามกฎหมาย (statutory merger)3
ผู้ซื้อเลือกซื้อสินทรัพย์ที่ต้องการโดยเฉพาะ โดยไม่ต้องรับหนี้สินที่ไม่ต้องการ บริษัทผู้ขายยังคงมีสภาพนิติบุคคล
✓ เลือกสินทรัพย์ได้; ไม่รับหนี้ซ่อนเร้น; ฐานภาษีสูงขึ้น
✗ ต้นทุนธุรกรรมสูง; ต้องทำสัญญาแยกต่อสินทรัพย์; อาจต้องขอความยินยอมคู่สัญญา
ผู้ซื้อเข้าซื้อหุ้นของบริษัทเป้าหมาย ได้มาซึ่งการควบคุมบริษัท ซึ่งยังคงเป็นเจ้าของสินทรัพย์ทั้งหมด
✓ ต้นทุนธุรกรรมต่ำ; ไม่ต้องโอนสัญญาแต่ละรายการ; เลื่อนภาระภาษีได้
✗ รับหนี้และความรับผิดทั้งหมดของบริษัท; อาจมีเงื่อนไข change of control ในสัญญา
บริษัทหนึ่งดูดซับอีกบริษัท หรือทั้งสองรวมเป็นนิติบุคคลใหม่ สินทรัพย์และหนี้สินโอนผลโดยผลของกฎหมายทันที
✓ โอนทรัพย์สินทั้งหมดโดยอัตโนมัติ; มีกลไกคุ้มครองผู้ถือหุ้นส่วนน้อย (appraisal rights)
✗ ต้องอนุมัติจากผู้ถือหุ้นทั้งสองบริษัท; ขั้นตอนซับซ้อน; จำเป็นต้องจดทะเบียน
๑. การควบรวมตามกฎหมายในระบบเปรียบเทียบ
ในสหรัฐอเมริกา DGCL มาตรา ๒๕๑(a) กำหนดว่านิติบุคคลสองหน่วยขึ้นไปอาจควบรวมเข้าเป็นนิติบุคคลเดียว ซึ่งอาจเป็นนิติบุคคลใดในจำนวนนั้น หรือนิติบุคคลใหม่ที่เกิดจากการรวมกัน Delaware ให้ความยืดหยุ่นสูงสุดในสามระบบ: อนุญาตทั้ง forward merger, reverse merger และ triangular merger (ใช้บริษัทย่อยเป็นสื่อในการควบรวม) ซึ่งให้ผู้ซื้อใหญ่ปิดกั้นความรับผิดของบริษัทแม่4
เยอรมนีบัญญัติกระบวนการควบรวมไว้ใน Umwandlungsgesetz (UmwG) ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะสำหรับการปรับโครงสร้างองค์กร โดยแยกจาก AktG UmwG มาตรา ๒ รับรองทั้ง Verschmelzung durch Aufnahme (ควบรวมโดยดูดซับ) และ Verschmelzung durch Neugründung (ควบรวมโดยตั้งใหม่) อย่างไรก็ดี UmwG กำหนด numerus clausus ของรูปแบบการควบรวม ซึ่งหมายความว่ารูปแบบที่กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ไม่อาจนำมาใช้ได้ — ต่างจาก Delaware ที่เปิดกว้างอย่างมาก5 นอกจากนี้ กฎหมายแรงงานเยอรมนี (BGB มาตรา ๖๑๓a) กำหนดว่าในการโอนสินทรัพย์ที่เป็นสถานประกอบการ สัญญาจ้างงานย่อมโอนติดไปด้วยโดยอัตโนมัติ ซึ่งเพิ่มต้นทุนการทำ asset purchase ในเยอรมนีอย่างมีนัยสำคัญ
สหราชอาณาจักร CA 2006 มาตรา ๙๐๔(1) บัญญัติ "merger by absorption" และ "merger by formation of a new company" โดยติดตาม Directive (EU) 2017/1132 อย่างใกล้ชิด วิวัฒนาการสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านจาก "scheme of arrangement" ที่ต้องการการกำกับดูแลจากศาลอย่างใกล้ชิด มาสู่ระบบ statutory options ที่ให้อำนาจแก่คู่กรณีมากขึ้น6
III. หลักธรรมาภิบาลในการควบรวม
กฎหมายทุกระบบในการศึกษาพัฒนาเทคนิคธรรมาภิบาลสามประการเพื่อคุ้มครองผู้ถือหุ้นในการควบรวมกิจการ ได้แก่ (๑) สิทธิรับทราบและอนุมัติ (right to know and decide) (๒) สิทธิไม่ถูกกดขี่โดยไม่เป็นธรรม (right not to be unfairly oppressed) และ (๓) สิทธิรับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม (appraisal rights)7
๑. การอนุมัติของผู้ถือหุ้น
ใน Delaware ผู้ถือหุ้นต้องอนุมัติการขาย "ทรัพย์สินทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด" ตาม DGCL มาตรา ๒๗๑ คดี Katz v. Bregman8 วางหลักเขตแดนด้านนอกของคำว่า "substantially all" โดยพิจารณาทั้งสัดส่วนมูลค่าและนัยสำคัญต่อธุรกิจของบริษัท การอนุมัติควบรวมต้องการเสียงข้างมากของหุ้นที่มีสิทธิลงคะแนนในทุกบริษัทที่เกี่ยวข้อง เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้น "short form merger" ที่ผู้ซื้อถือหุ้นอย่างน้อย ๙๐% ของบริษัทเป้าหมาย9
ในเยอรมนี UmwG กำหนดให้ผู้บริหาร (Vorstand) ของบริษัทที่เกี่ยวข้องต้องร่าง merger agreement อย่างละเอียด จัดทำ merger report และให้ผู้ตรวจสอบอิสระตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนหุ้น (exchange ratio) ว่าเหมาะสมหรือไม่10 ระดับความละเอียดของ merger report ชวนให้เทียบกับ US Form S-4 ที่ SEC กำหนด — ซึ่ง Cahn และ Donald ชี้ว่าเป็นหลักฐานของความคล้ายคลึงระหว่างระบบเยอรมันและอเมริกันในแง่ข้อมูลที่เปิดเผยต่อนักลงทุน การอนุมัติต้องการ ¾ ของทุนที่เข้าร่วมประชุม (§ ๖๕ UmwG)
๒. Appraisal Rights: สิทธิรับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม
Appraisal rights เป็นกลไกที่ผู้ถือหุ้นที่คัดค้านการควบรวม แต่ไม่สามารถหยุดยั้งได้เพราะเสียงส่วนน้อย ยังคงมีสิทธิขอให้ศาลหรือผู้ประเมินราคาอิสระกำหนด "ราคาที่เป็นธรรม" ของหุ้นของตน และบังคับให้บริษัทซื้อคืนในราคานั้น กลไกนี้สะท้อนหลักที่ว่าผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่ควรถูก "บังคับ" เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างธุรกิจใหม่ที่ตนไม่ยินยอม
ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๓๙/๑ (เพิ่มใหม่) กำหนดว่าหากมีผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุมคัดค้านการควบรวม บริษัทต้องจัดให้มีผู้ซื้อหุ้นของผู้ถือหุ้นดังกล่าวในราคาที่ตกลงกัน หรือราคาตามที่ผู้ประเมินราคากำหนด ถ้าผู้ถือหุ้นไม่ยอมขายภายใน ๑๔ วัน บริษัทอาจดำเนินการควบรวมต่อไปได้ โดยผู้ถือหุ้นนั้นกลายเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่ควบรวมแล้ว11
IV. กลุ่มบริษัทและ Konzernrecht
Dean Phillip Blumberg12 นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องกลุ่มบริษัท นิยาม "กลุ่มบริษัท" ว่าคือ "กิจการที่จัดในรูปบริษัทแม่ที่มีอิทธิพลเหนือ พร้อมบริษัทย่อยและบริษัทในเครือจำนวนมาก ซึ่งดำเนินกิจการเดียวกันอย่างบูรณาการภายใต้การควบคุมร่วม" ปัญหาหลักของกลุ่มบริษัทคือความตึงเครียดระหว่างเอกราชของนิติบุคคลแต่ละหน่วยกับการควบคุมจากส่วนกลาง ซึ่งขัดแย้งกับหลักพื้นฐานของกฎหมายบริษัท
เหตุผลในการจัดตั้งกลุ่มบริษัท
การจำกัดความรับผิด (liability isolation); การควบคุมกิจการขนาดใหญ่ด้วยทุนน้อย (pyramiding); การตัดสินใจที่รวดเร็ว; แรงจูงใจของผู้บริหาร; การเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ
ความเสี่ยงจากกลุ่มบริษัท
เจ้าหนี้ถูกเอาเปรียบจากบริษัทย่อยที่มีทุนน้อย; ผู้ถือหุ้นรายย่อยของบริษัทย่อยถูกเอาเปรียบ; การโอนมูลค่าออกจากบริษัทย่อยโดยซ่อนเร้น; การใช้โครงสร้างกลุ่มบริษัทหลีกเลี่ยงสิทธิยับยั้งของผู้ถือหุ้นรายย่อย
๑. Konzernrecht ของเยอรมนี
ในบรรดาสามระบบที่เราศึกษา เยอรมนีเป็นประเทศเดียวที่มี "กฎหมายกลุ่มบริษัท" (Konzernrecht) เป็นการเฉพาะ บัญญัติอยู่ใน AktG มาตรา ๑๕–๑๙ และ ๒๙๑–๓๑๘ กฎหมายนี้อนุญาตให้ "บริษัทแม่" (herrschendes Unternehmen) ออกคำสั่งให้ "บริษัทย่อย" (abhängiges Unternehmen) ดำเนินกิจการในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มโดยรวมได้ แม้จะขัดต่อประโยชน์ของบริษัทย่อยนั้นเองก็ตาม — แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด13
ระบบ Konzernrecht แบ่งออกเป็นสองรูปแบบหลัก ได้แก่ (๑) Vertragskonzern (กลุ่มบริษัทแบบสัญญา) ที่มี domination agreement (Beherrschungsvertrag) หรือ profit transfer agreement (Gewinnabführungsvertrag) ซึ่งต้องได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นของบริษัทย่อยด้วยเสียง ¾ และ (๒) faktischer Konzern (กลุ่มบริษัทโดยข้อเท็จจริง) ซึ่งไม่มีสัญญาดังกล่าว แต่บริษัทแม่ยังใช้อำนาจควบคุมอยู่ โดยมีกฎคุ้มครองที่เข้มข้นน้อยกว่า14
Delaware ไม่มีกฎหมายกลุ่มบริษัทโดยเฉพาะ แต่หลัก fiduciary duty ของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทำหน้าที่คุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อยของบริษัทย่อยในระดับหนึ่ง ส่วนสหราชอาณาจักร CA 2006 มาตรา ๑๑๕๙ และ ๑๑๖๒ กำหนดนิยามและการรวมงบการเงิน แต่ก็ไม่มีกฎหมายกลุ่มบริษัทอย่างเยอรมนี
ป.พ.พ. ไม่มีบทบัญญัติเรื่องกลุ่มบริษัทโดยตรง กฎหมายที่ใกล้เคียงที่สุดคือ พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด ที่กำหนดการเปิดเผยข้อมูลรายการที่เกี่ยวโยงกัน และกฎหมาย ก.ล.ต. สำหรับบริษัทจดทะเบียน ช่องว่างนี้ทำให้โครงสร้างกลุ่มบริษัทในประเทศไทยอาจสร้างปัญหาแก่ผู้ถือหุ้นรายย่อยของบริษัทย่อยได้
V. การเข้าซื้อกิจการ (Takeovers)
Henry Manne15 นักวิชาการผู้วางรากฐานแนวคิด "ตลาดสำหรับการควบคุมองค์กร" (market for corporate control) เสนอว่าการเข้าซื้อกิจการโดยไม่เป็นมิตร (hostile takeover) ทำหน้าที่เป็น "กลไกบังคับ" ให้ผู้บริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพต้องออกไป เพราะหากบริษัทมีราคาหุ้นต่ำกว่าที่ควรเป็นเพราะบริหารงานแย่ ผู้ซื้อรายใหม่อาจเสนอซื้อหุ้นในราคาสูงกว่าตลาด เข้าควบคุม และแทนที่ผู้บริหาร
| ระบบกฎหมาย | กฎหมายหลัก | แนวทางหลัก | มาตรการป้องกัน |
|---|---|---|---|
| เยอรมนี | WpÜG (Wertpapiererwerbs- und Übernahmegesetz) | เป็นกลาง (neutrality) ห้ามกรรมการใช้มาตรการป้องกัน (§ 33 WpÜG) ต้องการอนุมัติจากผู้ถือหุ้น | จำกัดมาก: ต้องอนุมัติจาก Hauptversammlung หรือ Aufsichtsrat; ข้อยกเว้นแคบ |
| สหราชอาณาจักร | City Code on Takeovers and Mergers; CA 2006 | เป็นกลาง (board neutrality rule): กรรมการห้ามดำเนินมาตรการป้องกันโดยไม่ได้รับอนุมัติผู้ถือหุ้น | จำกัดมาก: ต้องมีมติผู้ถือหุ้นก่อน |
| สหรัฐอเมริกา (Delaware) | Williams Act (1968); DGCL; Delaware case law | กรรมการมีอำนาจกว้างในการใช้มาตรการป้องกัน ภายใต้ enhanced scrutiny ของ Revlon/Unocal | กว้าง: poison pills, staggered boards, white knight, lock-up options |
| ไทย (ป.พ.พ./ก.ล.ต.) | พ.ร.บ. หลักทรัพย์ (สำหรับบริษัทจดทะเบียน); ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๗๑ เป็นต้นไป | กฎหมาย Tender Offer ใน พ.ร.บ. หลักทรัพย์; ป.พ.พ. ในส่วนบริษัทจำกัดไม่มีกฎ takeover โดยตรง | ป.พ.พ. ม. ๑๑๗๒: กรรมการเรียกประชุมเร่งด่วนได้ แต่อำนาจจำกัด |
ความแตกต่างที่โดดเด่นที่สุดระหว่างระบบอเมริกันกับระบบยุโรปอยู่ที่ "board neutrality": ในสหราชอาณาจักรและเยอรมนี กรรมการไม่อาจใช้มาตรการป้องกันการเข้าซื้อกิจการโดยไม่ได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้น ขณะที่ Delaware เปิดกว้างให้กรรมการใช้มาตรการต่างๆ ได้ภายใต้มาตรฐาน enhanced scrutiny ที่ศาล Delaware พัฒนาขึ้นผ่านคดีชุด Revlon และ Unocal16
VI. ป.พ.พ.: การควบรวมและแปรสภาพ
๑. การควบรวมบริษัทจำกัด
ป.พ.พ. บัญญัติเรื่องการควบรวมบริษัทจำกัดในมาตรา ๑๒๓๘–๑๒๔๓ (เพิ่มเติมล่าสุดโดยการแก้ไขประมวลกฎหมาย) โดยกำหนดสองรูปแบบ ได้แก่ (๑) การควบรวมเป็นบริษัทใหม่ ซึ่งบริษัทเดิมทั้งหมดหมดสภาพนิติบุคคล และ (๒) การที่บริษัทหนึ่งยังคงสภาพนิติบุคคล ขณะที่บริษัทอื่นหมดสภาพ17
ป.พ.พ. ว่าด้วยการควบรวมบริษัทจำกัด: กระบวนการ
ม. ๑๒๓๘ ต้องใช้มติพิเศษ; กำหนดสองรูปแบบ: ตั้งบริษัทใหม่ หรือบริษัทใดบริษัทหนึ่งยังคงอยู่
ม. ๑๒๓๙ จดทะเบียนมติพิเศษภายใน ๑๔ วัน
ม. ๑๒๓๙/๑ ผู้ถือหุ้นที่คัดค้านมีสิทธิขายหุ้นในราคาที่เป็นธรรม; หากไม่ยอมขายใน ๑๔ วัน ถือว่าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่ควบรวมแล้ว
ม. ๑๒๔๐ บอกกล่าวเจ้าหนี้ภายใน ๑๔ วัน; เจ้าหนี้คัดค้านได้ใน ๑ เดือน; ต้องชำระหนี้หรือให้ประกันก่อนควบรวม
ม. ๑๒๔๐/๑ ประชุมร่วมผู้ถือหุ้นทุกบริษัท ภายใน ๖ เดือน (ขยายได้สูงสุด ๑ ปี) พิจารณา: ชื่อ, วัตถุประสงค์, ทุน, การจัดสรรหุ้น, กรรมการ, ผู้สอบบัญชีของบริษัทที่ควบรวม
ม. ๑๒๔๑ จดทะเบียนการควบรวมภายใน ๑๔ วันนับแต่เสร็จสิ้นการประชุม
ม. ๑๒๔๓ บริษัทที่ควบรวมได้รับทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดทั้งหมดของบริษัทเดิม
๒. การแปรสภาพห้างหุ้นส่วนเป็นบริษัทจำกัด
ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๔๖/๑–๑๒๔๖/๗ (เพิ่มเติมล่าสุด) บัญญัติกระบวนการแปรสภาพห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นบริษัทจำกัด ซึ่งต้องการความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน การบอกกล่าวเจ้าหนี้และรอรับคำคัดค้าน ๓๐ วัน และการจดทะเบียนแปรสภาพ18
ผลทางกฎหมายหลังการแปรสภาพ (มาตรา ๑๒๔๖/๖): บริษัทจำกัดที่เกิดใหม่ "ได้รับไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ และความรับผิด" ของห้างหุ้นส่วนเดิมทั้งหมด ทำให้ไม่ต้องทำสัญญาโอนสินทรัพย์รายชิ้นเหมือน asset purchase ธรรมดา — คล้ายกับผลของ statutory merger ในระบบกฎหมายอื่น
VII. การเลิกบริษัทและการชำระบัญชี
๑. เหตุแห่งการเลิกบริษัท
ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๓๖ กำหนดเหตุแห่งการเลิกบริษัทจำกัดตามกฎหมาย ๕ ประการ ได้แก่ (๑) เมื่อมีกรณีตามที่ข้อบังคับกำหนด (๒) ครบกำหนดเวลาที่ตั้งบริษัท (๓) สำเร็จวัตถุประสงค์เฉพาะที่ตั้งบริษัท (๔) มีมติพิเศษให้เลิก และ (๕) บริษัทล้มละลาย19
มาตรา ๑๒๓๗ กำหนดเหตุให้ศาลสั่งเลิกบริษัทได้ ๕ ประการ รวมถึงกรณีที่บริษัทไม่เริ่มทำการภายใน ๑ ปี, หยุดทำการถึง ๑ ปี, หรือกิจการมีแต่ขาดทุนโดยไม่มีทางฟื้นตัว และกรณีที่จำนวนผู้ถือหุ้นลดเหลือเพียงคนเดียว20
AktG เยอรมนีกำหนดเหตุการเลิกบริษัทในมาตรา ๒๖๒ รวมถึง การครบกำหนดเวลาในตราสารจัดตั้ง การมีมติเลิกบริษัทด้วยเสียง ¾ การประกาศล้มละลาย และการสั่งของศาล CA 2006 ให้อำนาจ Registrar of Companies ถอนทะเบียนบริษัทที่ไม่ได้ดำเนินกิจการตาม ss. 1000–1011 ขณะที่ DGCL มาตรา ๒๗๕ กำหนดให้คณะกรรมการอาจ "dissolve" บริษัทโดยมติร่วมกับผู้ถือหุ้น
๒. กระบวนการชำระบัญชี
มติเลิกบริษัท / คำสั่งศาล
มติพิเศษ ≥ ¾ เสียงตาม ป.พ.พ. ม. ๑๑๙๔ หรือคำพิพากษาศาล บริษัทยังคงสภาพนิติบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์การชำระบัญชี (ม. ๑๒๔๙)
แต่งตั้งผู้ชำระบัญชี
กรรมการเดิมเข้าเป็นผู้ชำระบัญชีโดยอัตโนมัติ เว้นแต่ข้อบังคับกำหนดเป็นอย่างอื่น หรือศาลแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี (ม. ๑๒๕๑)
ชำระสะสางกิจการ ใช้หนี้
ผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ "ชำระสะสางการงาน จัดการใช้หนี้เงิน และแจกจำหน่ายสินทรัพย์" (ม. ๑๒๕๐) ต้องแจ้งเจ้าหนี้และรับคำทวงถามหนี้
แจกสินทรัพย์แก่ผู้ถือหุ้น
หลังชำระหนี้ทั้งหมดแล้ว สินทรัพย์ที่เหลือแจกตามสัดส่วนหุ้น หากมีข้อพิพาท ผู้ชำระบัญชีอาจวางเงินต่อศาล
จดทะเบียนเลิกบริษัท
เมื่อชำระบัญชีเสร็จ จดทะเบียนเลิกบริษัทกับนายทะเบียน บริษัทสิ้นสภาพนิติบุคคลโดยสมบูรณ์
ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๔๗ กำหนดว่าการชำระบัญชีของบริษัทที่ล้มละลายให้ดำเนินการตามกฎหมายล้มละลาย ซึ่งมี พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ (ฉบับแก้ไข) เป็นกฎหมายเฉพาะ หลักการสำคัญของการล้มละลายในทุกระบบกฎหมายที่เราศึกษาคือ absolute priority rule — เจ้าหนี้มีประกันได้รับชำระก่อน ตามด้วยเจ้าหนี้ไม่มีประกัน และผู้ถือหุ้นได้รับส่วนที่เหลือสุดท้าย หลักนี้สะท้อนลำดับความสำคัญที่ AktG มาตรา ๒๗๑, CA 2006 ss. 107-116 และ DGCL มาตรา ๒৮๐ กำหนดในทำนองเดียวกัน21
ในทฤษฎีของ Hansmann, Kraakman และ Squire ที่เราวิเคราะห์ในบทความตอนแรก "entity shielding" และ "owner shielding" เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน การชำระบัญชีเป็นกระบวนการที่ทดสอบว่าสองมิตินี้ทำงานตามที่ออกแบบไว้หรือไม่ หากกรรมการหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ "ดูดทรัพยากรออก" จากบริษัทก่อนล้มละลาย กลไกนี้อาจเสียหายจนเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นรายย่อยได้รับความเสียหาย กระบวนการชำระบัญชีจึงมีบทบาทสำคัญในการเยียวยา
VIII. นัยต่อโมเดลธุรกิจและบทสรุป
๑. นัยต่อโมเดลธุรกิจ
Velu22 ชี้ว่าการนำโมเดลธุรกิจ (business model innovation) มาปฏิบัติจริงมักต้องการการปรับโครงสร้างองค์กรควบคู่ กรณีตัวอย่างที่โดดเด่นคือการขยายกิจการของบริษัทระหว่างประเทศผ่านการจัดตั้งบริษัทย่อยในประเทศต่างๆ ซึ่งสร้าง "value network" ในความหมายของ Velu แต่ก็สร้าง Konzern ที่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายกลุ่มบริษัทที่แตกต่างกันในแต่ละเขตอำนาจ
Alfred Chandler23 ซึ่ง Cahn และ Donald อ้างอิง แสดงให้เห็นว่าบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และเยอรมนีในปลายศตวรรษที่ ๑๙ ขยายตัวในสี่วิธี ได้แก่ horizontal combination, vertical integration, geographic expansion และ product diversification แต่ละวิธีต้องการโครงสร้างกฎหมายที่แตกต่างกัน ความเข้าใจสี่เส้นทางนี้ยังคงมีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่งในบริบทโมเดลธุรกิจสมัยใหม่
สำหรับบริษัทเทคโนโลยีที่ต้องการ "pivot" โมเดลธุรกิจอย่างรวดเร็ว ระบบการอนุมัติการควบรวมที่ต้องการมติพิเศษ ¾ อาจสร้างอุปสรรค (governance friction) แต่ในทางกลับกัน ระบบที่ง่ายเกินไปอาจทำให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยถูกเอาเปรียบได้ง่าย การออกแบบระบบการกำกับดูแลการควบรวมจึงต้องสร้างสมดุลระหว่างความคล่องตัวทางธุรกิจและการคุ้มครองนักลงทุน
๒. บทสรุปชุดบทความ
ตลอดห้าบทความในชุดนี้ เราได้เดินทางผ่านหัวใจของกฎหมายองค์กรธุรกิจเปรียบเทียบ จากรากฐานทางทฤษฎี (ตอนที่ ๑) สู่รูปแบบองค์กรธุรกิจ (ตอนที่ ๒) โครงสร้างอำนาจระหว่างกรรมการและผู้ถือหุ้น (ตอนที่ ๓) กลไกการตัดสินใจ (ตอนที่ ๔) และการปรับโครงสร้างและเลิกกิจการ (ตอนที่ ๕ นี้)
ข้อสังเกตสุดท้ายที่ควรเน้นย้ำ: ป.พ.พ. ลักษณะ ๒๒ เป็นกฎหมายที่มีความอ่อนตัวสูงในส่วนที่เป็น default rules (กฎที่ปรับได้ด้วยข้อตกลง) และมีบทบัญญัติบังคับ (mandatory rules) น้อยกว่า AktG เยอรมนีมาก อย่างไรก็ดี ป.พ.พ. เดิมไม่ได้รับรองกระบวนการควบรวมบริษัทโดยชัดแจ้ง — การที่ประมวลกฎหมายได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมให้มีบทบัญญัติว่าด้วยการควบรวมบริษัท (มาตรา ๑๒๓๘–๑๒๔๓) และการแปรสภาพ (มาตรา ๑๒๔๖/๑–๑๒๔๖/๗) สะท้อนการยอมรับของนิติศาสตร์ไทยว่า "ชีวิต" ขององค์กรธุรกิจต้องการเครื่องมือทางกฎหมายตลอดทั้งวงจร ไม่เพียงแค่ตอนจัดตั้งเท่านั้น
จบชุดบทความกฎหมายองค์กรธุรกิจเปรียบเทียบ (๕ ตอน)
ทั้งห้าบทความนี้นำเสนอการวิเคราะห์เชิงวิชาการโดยใช้แหล่งข้อมูลหลักจาก Cahn & Donald Comparative Company Law (Cambridge, 2018), ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และ Velu Business Model Innovation (Cambridge, 2018)