ปรับปรุงล่าสุด
สารบัญ
สรุปสาระสำคัญ
- การโอนการควบคุมกิจการมีสามโครงสร้างพื้นฐาน คือการซื้อสินทรัพย์ การซื้อหุ้น และการควบรวม ซึ่งต่างกันที่ใครรับภาระหนี้สินและที่มติซึ่งกฎหมายเรียกร้องจากผู้ถือหุ้น
- ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๓๘ กำหนดให้การควบรวมบริษัทจำกัดต้องใช้มติพิเศษ และเลือกได้สองรูปแบบ คือควบรวมขึ้นเป็นบริษัทใหม่โดยบริษัทเดิมหมดสภาพนิติบุคคลทั้งหมด หรือให้บริษัทหนึ่งคงสภาพไว้
- มติพิเศษต้องได้เสียงไม่ต่ำกว่าสามในสี่ตามมาตรา ๑๑๙๔ คือคะแนนเสียงข้างมากไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน
- ผู้ถือหุ้นที่คัดค้านมีทางออกตามมาตรา ๑๒๓๙/๑ บริษัทต้องจัดให้มีผู้ซื้อหุ้นในราคาที่ตกลงกันหรือราคาตามที่ผู้ประเมินกำหนด และหากไม่ยอมขายภายในสิบสี่วันนับแต่ได้รับคำเสนอ ให้ถือว่าเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทที่ควบรวม
- เจ้าหนี้ได้รับความคุ้มครองแยกต่างหากตามมาตรา ๑๒๔๐ บริษัทต้องบอกกล่าวเจ้าหนี้ภายในสิบสี่วัน เจ้าหนี้คัดค้านได้ภายในหนึ่งเดือน และบริษัทต้องชำระหนี้หรือให้ประกันก่อนจึงจะควบรวมได้
- เหตุเลิกบริษัทอยู่ที่มาตรา ๑๒๓๖ และคำสั่งศาลอยู่ที่มาตรา ๑๒๓๗ ส่วนการชำระบัญชีของบริษัทที่ล้มละลายให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายตามมาตรา ๑๒๔๗
- ป.พ.พ. ยังไม่มีกฎหมายกลุ่มบริษัทเฉพาะแบบ Konzernrecht ของเยอรมนี การคุ้มครองบริษัทย่อยและเจ้าหนี้ในกลุ่มจึงต้องอาศัยหลักนิติบุคคลแยกต่างหากและหน้าที่กรรมการตามมาตรา ๑๑๖๘ เป็นหลัก
บทความนี้วิเคราะห์ช่วงท้ายของชีวิตนิติบุคคลธุรกิจ ทั้งการเปลี่ยนมือ การควบรวม การขยายตัวเป็นกลุ่มบริษัท และการสิ้นสภาพนิติบุคคล โดยเทียบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กับกฎหมายเยอรมนี สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา แล้วชี้ว่ากลไกของไทยตามมาตรา ๑๒๓๖ ถึงมาตรา ๑๒๔๗ ให้ผลต่างจากระบบเหล่านั้นตรงไหน
I. บทนำ: ทฤษฎีการปรับโครงสร้างองค์กร
บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ช่วงท้ายของชีวิตนิติบุคคล ทั้งการเปลี่ยนมือ การควบรวม การขยายเป็นกลุ่มบริษัท และการสิ้นสภาพ ซึ่งเป็นจุดที่หลักพื้นฐานของกฎหมายองค์กรธุรกิจ คือบุคลิกภาพแยกต่างหาก ความรับผิดจำกัด หน้าที่กรรมการตามมาตรา ๑๑๖๘ และสิทธิผู้ถือหุ้น ถูกทดสอบหนักที่สุด
บทความตอนสุดท้ายของชุดนี้มุ่งวิเคราะห์ชีวิตด้านท้ายของนิติบุคคลธุรกิจ — ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนมือ การควบรวม การขยายตัวเป็นกลุ่มบริษัท หรือการสิ้นสุดสภาพนิติบุคคลโดยสิ้นเชิง นิติกรรมเหล่านี้มีความสำคัญทางทฤษฎีเพราะเป็นจุดที่หลักพื้นฐานของกฎหมายองค์กรธุรกิจ — ได้แก่ บุคลิกภาพแยกต่างหาก ความรับผิดจำกัด หน้าที่กรรมการ และสิทธิผู้ถือหุ้น — ถูกทดสอบอย่างหนักที่สุด
Cahn และ Donald1 ชี้ว่าการควบรวมกิจการ (mergers and acquisitions — M&A) "เป็นนิติกรรมธุรกิจที่ซับซ้อนที่สุดชนิดหนึ่ง" ความซับซ้อนนี้มาจากการที่นิติกรรม M&A เป็นจุดตัดของกฎหมายหลายสาขา ได้แก่ กฎหมายบริษัท กฎหมายสัญญา กฎหมายภาษี กฎหมายแรงงาน กฎหมายการแข่งขัน และกฎหมายหลักทรัพย์ ผู้ที่รับผิดชอบงานเพียงบางส่วนของธุรกรรมจึงอาจไม่เห็นภาพรวมของทั้งดีล การเข้าใจกรอบโครงสร้างพื้นฐานจึงจำเป็นยิ่ง
Velu2 ในมิติของโมเดลธุรกิจ อธิบายว่าการเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจในระดับลึก (transformational business model innovation) มักต้องการการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนิติบุคคลไปพร้อมกัน การสร้างเครือข่ายคุณค่า (value network) ใหม่มักต้องการการควบรวมกิจการ การแยกกิจการ หรือการจัดโครงสร้างกลุ่มบริษัทขึ้นใหม่ กรอบ 4Vs ของ Velu จึงเชื่อมโยงโดยตรงกับโครงสร้างทางกฎหมายที่เราจะวิเคราะห์ในบทความนี้
II. วิธีการปรับโครงสร้างธุรกิจ
การโอนการควบคุมสินทรัพย์ขององค์กรธุรกิจทำได้สามทาง คือการซื้อสินทรัพย์ การซื้อหุ้น และการควบรวม ทั้งสามต่างกันที่ใครรับภาระหนี้สินและที่มติซึ่งกฎหมายเรียกร้อง โดย ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๓๘ บังคับให้การควบรวมบริษัทจำกัดต้องผ่านมติพิเศษ ขณะที่การซื้อสินทรัพย์หรือหุ้นไม่ต้องผ่านเกณฑ์เดียวกัน
ลักษณะร่วมของบริษัทในทุกระบบกฎหมาย — ได้แก่ นิติบุคคลแยกต่างหาก ความเป็นเจ้าของโดยผู้ถือหุ้น และการบริหารโดยคณะกรรมการ — นำมาสู่โครงสร้างพื้นฐาน ๓ ประการในการโอนควบคุมสินทรัพย์องค์กรธุรกิจ ได้แก่ การซื้อสินทรัพย์ (asset purchase) การซื้อหุ้น (stock purchase) และการควบรวมตามกฎหมาย (statutory merger)3
ผู้ซื้อเลือกซื้อสินทรัพย์ที่ต้องการโดยเฉพาะ โดยไม่ต้องรับหนี้สินที่ไม่ต้องการ บริษัทผู้ขายยังคงมีสภาพนิติบุคคล
✓ เลือกสินทรัพย์ได้; ไม่รับหนี้ซ่อนเร้น; ฐานภาษีสูงขึ้น
✗ ต้นทุนธุรกรรมสูง; ต้องทำสัญญาแยกต่อสินทรัพย์; อาจต้องขอความยินยอมคู่สัญญา
ผู้ซื้อเข้าซื้อหุ้นของบริษัทเป้าหมาย ได้มาซึ่งการควบคุมบริษัท ซึ่งยังคงเป็นเจ้าของสินทรัพย์ทั้งหมด
✓ ต้นทุนธุรกรรมต่ำ; ไม่ต้องโอนสัญญาแต่ละรายการ; เลื่อนภาระภาษีได้
✗ รับหนี้และความรับผิดทั้งหมดของบริษัท; อาจมีเงื่อนไข change of control ในสัญญา
บริษัทหนึ่งดูดซับอีกบริษัท หรือทั้งสองรวมเป็นนิติบุคคลใหม่ สินทรัพย์และหนี้สินโอนผลโดยผลของกฎหมายทันที
✓ โอนทรัพย์สินทั้งหมดโดยอัตโนมัติ; มีกลไกคุ้มครองผู้ถือหุ้นส่วนน้อย (appraisal rights)
✗ ต้องอนุมัติจากผู้ถือหุ้นทั้งสองบริษัท; ขั้นตอนซับซ้อน; จำเป็นต้องจดทะเบียน
๑. การควบรวมตามกฎหมายในระบบเปรียบเทียบ
ในสหรัฐอเมริกา DGCL มาตรา ๒๕๑(a) กำหนดว่านิติบุคคลสองหน่วยขึ้นไปอาจควบรวมเข้าเป็นนิติบุคคลเดียว ซึ่งอาจเป็นนิติบุคคลใดในจำนวนนั้น หรือนิติบุคคลใหม่ที่เกิดจากการรวมกัน Delaware ให้ความยืดหยุ่นสูงสุดในสามระบบ: อนุญาตทั้ง forward merger, reverse merger และ triangular merger (ใช้บริษัทย่อยเป็นสื่อในการควบรวม) ซึ่งให้ผู้ซื้อใหญ่ปิดกั้นความรับผิดของบริษัทแม่4
เยอรมนีบัญญัติกระบวนการควบรวมไว้ใน Umwandlungsgesetz (UmwG) ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะสำหรับการปรับโครงสร้างองค์กร โดยแยกจาก AktG UmwG มาตรา ๒ รับรองทั้ง Verschmelzung durch Aufnahme (ควบรวมโดยดูดซับ) และ Verschmelzung durch Neugründung (ควบรวมโดยตั้งใหม่) อย่างไรก็ดี UmwG กำหนด numerus clausus ของรูปแบบการควบรวม ซึ่งหมายความว่ารูปแบบที่กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ไม่อาจนำมาใช้ได้ — ต่างจาก Delaware ที่เปิดกว้างอย่างมาก5 นอกจากนี้ กฎหมายแรงงานเยอรมนี (BGB มาตรา ๖๑๓a) กำหนดว่าในการโอนสินทรัพย์ที่เป็นสถานประกอบการ สัญญาจ้างงานย่อมโอนติดไปด้วยโดยอัตโนมัติ ซึ่งเพิ่มต้นทุนการทำ asset purchase ในเยอรมนีอย่างมีนัยสำคัญ
สหราชอาณาจักร CA 2006 มาตรา ๙๐๔(1) บัญญัติ "merger by absorption" และ "merger by formation of a new company" โดยติดตาม Directive (EU) 2017/1132 อย่างใกล้ชิด บทบัญญัติว่าด้วยการควบรวมใน Part 27 ใช้กับ compromise or arrangement ที่เสนอระหว่างบริษัทมหาชนกับเจ้าหนี้หรือสมาชิกตาม Part 26 (s. 902(1)) การควบรวมในสหราชอาณาจักรจึงยังคงดำเนินผ่านกลไก scheme of arrangement6
III. หลักธรรมาภิบาลในการควบรวม
กฎหมายทุกระบบใช้เทคนิคธรรมาภิบาลสามชั้นคุ้มครองผู้ถือหุ้นในการควบรวม ได้แก่ สิทธิรับทราบและอนุมัติ สิทธิไม่ถูกกดขี่โดยไม่เป็นธรรม และสิทธิได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๓๙/๑ ทำหน้าที่ชั้นที่สาม โดยให้ผู้ถือหุ้นที่คัดค้านได้ขายหุ้นในราคาที่ตกลงกันหรือราคาที่ผู้ประเมินราคากำหนด
กฎหมายทุกระบบในการศึกษาพัฒนาเทคนิคธรรมาภิบาลสามประการเพื่อคุ้มครองผู้ถือหุ้นในการควบรวมกิจการ ได้แก่ (๑) สิทธิรับทราบและอนุมัติ (right to know and decide) (๒) สิทธิไม่ถูกกดขี่โดยไม่เป็นธรรม (right not to be unfairly oppressed) และ (๓) สิทธิรับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม (appraisal rights)7
๑. การอนุมัติของผู้ถือหุ้น
ใน Delaware ผู้ถือหุ้นต้องอนุมัติการขาย "ทรัพย์สินทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด" ตาม DGCL มาตรา ๒๗๑ คดี Katz v. Bregman8 วางหลักเขตแดนด้านนอกของคำว่า "substantially all" โดยพิจารณาทั้งสัดส่วนมูลค่าและนัยสำคัญต่อธุรกิจของบริษัท การอนุมัติควบรวมต้องการเสียงข้างมากของหุ้นที่มีสิทธิลงคะแนนในทุกบริษัทที่เกี่ยวข้อง เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้น "short form merger" ที่ผู้ซื้อถือหุ้นอย่างน้อย ๙๐% ของบริษัทเป้าหมาย9
ในเยอรมนี UmwG กำหนดให้ผู้บริหาร (Vorstand) ของบริษัทที่เกี่ยวข้องต้องร่าง merger agreement อย่างละเอียด จัดทำ merger report และให้ผู้ตรวจสอบอิสระตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนหุ้น (exchange ratio) ว่าเหมาะสมหรือไม่10 ระดับความละเอียดของ merger report ชวนให้เทียบกับ US Form S-4 ที่ SEC กำหนด — ซึ่ง Cahn และ Donald ชี้ว่าเป็นหลักฐานของความคล้ายคลึงระหว่างระบบเยอรมันและอเมริกันในแง่ข้อมูลที่เปิดเผยต่อนักลงทุน การอนุมัติต้องการ ¾ ของทุนที่เข้าร่วมประชุม (§ ๖๕ UmwG)
๒. Appraisal Rights: สิทธิรับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม
Appraisal rights เป็นกลไกที่ผู้ถือหุ้นที่คัดค้านการควบรวม แต่ไม่สามารถหยุดยั้งได้เพราะเสียงส่วนน้อย ยังคงมีสิทธิขอให้ศาลหรือผู้ประเมินราคาอิสระกำหนด "ราคาที่เป็นธรรม" ของหุ้นของตน และบังคับให้บริษัทซื้อคืนในราคานั้น กลไกนี้สะท้อนหลักที่ว่าผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่ควรถูก "บังคับ" เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างธุรกิจใหม่ที่ตนไม่ยินยอม
ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๓๙/๑ (เพิ่มใหม่) กำหนดว่าหากมีผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุมคัดค้านการควบรวม บริษัทต้องจัดให้มีผู้ซื้อหุ้นของผู้ถือหุ้นดังกล่าวในราคาที่ตกลงกัน หรือราคาตามที่ผู้ประเมินราคากำหนด ถ้าผู้ถือหุ้นไม่ยอมขายภายใน ๑๔ วัน บริษัทอาจดำเนินการควบรวมต่อไปได้ โดยผู้ถือหุ้นนั้นกลายเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่ควบรวมแล้ว11
IV. กลุ่มบริษัทและ Konzernrecht
กลุ่มบริษัทคือกิจการที่บริษัทแม่มีอิทธิพลเหนือบริษัทย่อยจำนวนมากซึ่งดำเนินกิจการอย่างบูรณาการภายใต้การควบคุมร่วม เยอรมนีตอบด้วย Konzernrecht ที่วางกฎเฉพาะสำหรับความสัมพันธ์แม่–ลูก ขณะที่ ป.พ.พ. ไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยกลุ่มบริษัท จึงต้องอาศัยหลักนิติบุคคลแยกต่างหากประกอบหน้าที่กรรมการตามมาตรา ๑๑๖๘
Dean Phillip Blumberg12 นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องกลุ่มบริษัท นิยาม "กลุ่มบริษัท" ว่าคือ "กิจการที่จัดในรูปบริษัทแม่ที่มีอิทธิพลเหนือ พร้อมบริษัทย่อยและบริษัทในเครือจำนวนมาก ซึ่งดำเนินกิจการเดียวกันอย่างบูรณาการภายใต้การควบคุมร่วม" ปัญหาหลักของกลุ่มบริษัทคือความตึงเครียดระหว่างเอกราชของนิติบุคคลแต่ละหน่วยกับการควบคุมจากส่วนกลาง ซึ่งขัดแย้งกับหลักพื้นฐานของกฎหมายบริษัท
เหตุผลในการจัดตั้งกลุ่มบริษัท
การจำกัดความรับผิด (liability isolation); การควบคุมกิจการขนาดใหญ่ด้วยทุนน้อย (pyramiding); การตัดสินใจที่รวดเร็ว; แรงจูงใจของผู้บริหาร; การเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ
ความเสี่ยงจากกลุ่มบริษัท
เจ้าหนี้ถูกเอาเปรียบจากบริษัทย่อยที่มีทุนน้อย; ผู้ถือหุ้นรายย่อยของบริษัทย่อยถูกเอาเปรียบ; การโอนมูลค่าออกจากบริษัทย่อยโดยซ่อนเร้น; การใช้โครงสร้างกลุ่มบริษัทหลีกเลี่ยงสิทธิยับยั้งของผู้ถือหุ้นรายย่อย
๑. Konzernrecht ของเยอรมนี
ในบรรดาสามระบบที่เราศึกษา เยอรมนีเป็นประเทศเดียวที่มี "กฎหมายกลุ่มบริษัท" (Konzernrecht) เป็นการเฉพาะ บัญญัติอยู่ใน AktG มาตรา ๑๕–๑๙ และ ๒๙๑–๓๑๘ กฎหมายนี้อนุญาตให้ "บริษัทแม่" (herrschendes Unternehmen) ออกคำสั่งให้ "บริษัทย่อย" (abhängiges Unternehmen) ดำเนินกิจการในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มโดยรวมได้ แม้จะขัดต่อประโยชน์ของบริษัทย่อยนั้นเองก็ตาม — แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด13
ระบบ Konzernrecht แบ่งออกเป็นสองรูปแบบหลัก ได้แก่ (๑) Vertragskonzern (กลุ่มบริษัทแบบสัญญา) ที่มี domination agreement (Beherrschungsvertrag) หรือ profit transfer agreement (Gewinnabführungsvertrag) ซึ่งต้องได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นของบริษัทย่อยด้วยเสียง ¾ และ (๒) faktischer Konzern (กลุ่มบริษัทโดยข้อเท็จจริง) ซึ่งไม่มีสัญญาดังกล่าว แต่บริษัทแม่ยังใช้อำนาจควบคุมอยู่ โดยมีกฎคุ้มครองที่เข้มข้นน้อยกว่า14
Delaware ไม่มีกฎหมายกลุ่มบริษัทโดยเฉพาะ แต่หลัก fiduciary duty ของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทำหน้าที่คุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อยของบริษัทย่อยในระดับหนึ่ง ส่วนสหราชอาณาจักร CA 2006 มาตรา ๑๑๕๙ และ ๑๑๖๒ กำหนดนิยามและการรวมงบการเงิน แต่ก็ไม่มีกฎหมายกลุ่มบริษัทอย่างเยอรมนี
ป.พ.พ. ไม่มีบทบัญญัติเรื่องกลุ่มบริษัทโดยตรง กฎหมายที่ใกล้เคียงที่สุดคือ พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด ที่กำหนดการเปิดเผยข้อมูลรายการที่เกี่ยวโยงกัน และกฎหมาย ก.ล.ต. สำหรับบริษัทจดทะเบียน ช่องว่างนี้ทำให้โครงสร้างกลุ่มบริษัทในประเทศไทยอาจสร้างปัญหาแก่ผู้ถือหุ้นรายย่อยของบริษัทย่อยได้
V. การเข้าซื้อกิจการ (Takeovers)
Henry Manne เสนอแนวคิดตลาดสำหรับการควบคุมองค์กร โดยถือว่าการเข้าซื้อกิจการโดยไม่เป็นมิตรทำหน้าที่บังคับให้ผู้บริหารที่ไร้ประสิทธิภาพต้องออกไป ป.พ.พ. ไม่มีระบบ takeover code สำหรับบริษัทจำกัด การเปลี่ยนมือจึงเกิดผ่านการซื้อหุ้นและกลไกมติพิเศษตามมาตรา ๑๑๙๔ เป็นสำคัญ
Henry Manne15 นักวิชาการผู้วางรากฐานแนวคิด "ตลาดสำหรับการควบคุมองค์กร" (market for corporate control) เสนอว่าการเข้าซื้อกิจการโดยไม่เป็นมิตร (hostile takeover) ทำหน้าที่เป็น "กลไกบังคับ" ให้ผู้บริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพต้องออกไป เพราะหากบริษัทมีราคาหุ้นต่ำกว่าที่ควรเป็นเพราะการบริหารงานไม่มีประสิทธิภาพ ผู้ซื้อรายใหม่อาจเสนอซื้อหุ้นในราคาสูงกว่าตลาด เข้าควบคุม และแทนที่ผู้บริหาร
| ระบบกฎหมาย | กฎหมายหลัก | แนวทางหลัก | มาตรการป้องกัน |
|---|---|---|---|
| เยอรมนี | WpÜG (Wertpapiererwerbs- und Übernahmegesetz) | เป็นกลาง (neutrality) ห้ามกรรมการใช้มาตรการป้องกัน (§ 33 WpÜG) ต้องการอนุมัติจากผู้ถือหุ้น | จำกัดมาก: ต้องอนุมัติจาก Hauptversammlung หรือ Aufsichtsrat; ข้อยกเว้นแคบ |
| สหราชอาณาจักร | City Code on Takeovers and Mergers; CA 2006 | เป็นกลาง (board neutrality rule): กรรมการห้ามดำเนินมาตรการป้องกันโดยไม่ได้รับอนุมัติผู้ถือหุ้น | จำกัดมาก: ต้องมีมติผู้ถือหุ้นก่อน |
| สหรัฐอเมริกา (Delaware) | Williams Act (1968); DGCL; Delaware case law | กรรมการมีอำนาจกว้างในการใช้มาตรการป้องกัน ภายใต้ enhanced scrutiny ของ Revlon/Unocal | กว้าง: poison pills, staggered boards, white knight, lock-up options |
| ไทย (ป.พ.พ./ก.ล.ต.) | พ.ร.บ. หลักทรัพย์ (สำหรับบริษัทจดทะเบียน); ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๗๑ เป็นต้นไป | กฎหมาย Tender Offer ใน พ.ร.บ. หลักทรัพย์; ป.พ.พ. ในส่วนบริษัทจำกัดไม่มีกฎ takeover โดยตรง | ป.พ.พ. ม. ๑๑๗๒: กรรมการเรียกประชุมวิสามัญได้เมื่อเห็นสมควร แต่ไม่มีบทว่าด้วยมาตรการป้องกันการเข้าครอบงำกิจการ |
ความแตกต่างที่โดดเด่นที่สุดระหว่างระบบอเมริกันกับระบบยุโรปอยู่ที่ "board neutrality": ในสหราชอาณาจักรและเยอรมนี กรรมการไม่อาจใช้มาตรการป้องกันการเข้าซื้อกิจการโดยไม่ได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้น ขณะที่ Delaware เปิดกว้างให้กรรมการใช้มาตรการต่างๆ ได้ภายใต้มาตรฐาน enhanced scrutiny ที่ศาล Delaware พัฒนาขึ้นผ่านคดีชุด Revlon และ Unocal16
VI. ป.พ.พ.: การควบรวมและแปรสภาพ
ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๓๘ ถึงมาตรา ๑๒๔๓ วางกระบวนการควบรวมบริษัทจำกัดไว้ครบวงจร เริ่มจากมติพิเศษตามมาตรา ๑๒๓๘ ซึ่งเลือกได้สองรูปแบบ แล้วจดทะเบียนมติภายในสิบสี่วันตามมาตรา ๑๒๓๙ พร้อมกลไกซื้อหุ้นคืนจากผู้คัดค้านตามมาตรา ๑๒๓๙/๑ และการบอกกล่าวเจ้าหนี้ตามมาตรา ๑๒๔๐
๑. การควบรวมบริษัทจำกัด
ป.พ.พ. บัญญัติเรื่องการควบรวมบริษัทจำกัดในมาตรา ๑๒๓๘–๑๒๔๓ (แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๓) พ.ศ. ๒๕๖๕) โดยกำหนดสองรูปแบบ ได้แก่ (๑) การควบรวมเป็นบริษัทใหม่ ซึ่งบริษัทเดิมทั้งหมดหมดสภาพนิติบุคคล และ (๒) การที่บริษัทหนึ่งยังคงสภาพนิติบุคคล ขณะที่บริษัทอื่นหมดสภาพ17
ป.พ.พ. ว่าด้วยการควบรวมบริษัทจำกัด: กระบวนการ
ม. ๑๒๓๘ ต้องใช้มติพิเศษ; กำหนดสองรูปแบบ: ตั้งบริษัทใหม่ หรือบริษัทใดบริษัทหนึ่งยังคงอยู่
ม. ๑๒๓๙ จดทะเบียนมติพิเศษภายใน ๑๔ วัน
ม. ๑๒๓๙/๑ ผู้ถือหุ้นที่คัดค้านมีสิทธิขายหุ้นในราคาที่เป็นธรรม; หากไม่ยอมขายใน ๑๔ วัน ถือว่าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่ควบรวมแล้ว
ม. ๑๒๔๐ บอกกล่าวเจ้าหนี้ภายใน ๑๔ วัน; เจ้าหนี้คัดค้านได้ใน ๑ เดือน; ต้องชำระหนี้หรือให้ประกันก่อนควบรวม
ม. ๑๒๔๐/๑ ประชุมร่วมผู้ถือหุ้นทุกบริษัท ภายใน ๖ เดือน (ขยายได้สูงสุด ๑ ปี) พิจารณา: ชื่อ, วัตถุประสงค์, ทุน, การจัดสรรหุ้น, กรรมการ, ผู้สอบบัญชีของบริษัทที่ควบรวม
ม. ๑๒๔๑ จดทะเบียนการควบรวมภายใน ๑๔ วันนับแต่เสร็จสิ้นการประชุม
ม. ๑๒๔๓ บริษัทที่ควบรวมได้รับทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดทั้งหมดของบริษัทเดิม
๒. การแปรสภาพห้างหุ้นส่วนเป็นบริษัทจำกัด
ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๔๖/๑–๑๒๔๖/๗ (มาตรา ๑๒๔๖/๒–๑๒๔๖/๗ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๕๑ ส่วนมาตรา ๑๒๔๖/๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ ๒๓ พ.ศ. ๒๕๖๕) บัญญัติกระบวนการแปรสภาพห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นบริษัทจำกัด ซึ่งต้องการความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน การบอกกล่าวเจ้าหนี้และรอรับคำคัดค้าน ๓๐ วัน และการจดทะเบียนแปรสภาพ18
ผลทางกฎหมายหลังการแปรสภาพ (มาตรา ๑๒๔๖/๖): บริษัทจำกัดที่เกิดใหม่ "ได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ และความรับผิด" ของห้างหุ้นส่วนเดิมทั้งหมด ทำให้ไม่ต้องทำสัญญาโอนสินทรัพย์รายชิ้นเหมือน asset purchase ธรรมดา — คล้ายกับผลของ statutory merger ในระบบกฎหมายอื่น
VII. การเลิกบริษัทและการชำระบัญชี
มาตรา ๑๒๓๖ กำหนดเหตุเลิกบริษัทจำกัดห้าประการ ได้แก่ เหตุตามข้อบังคับ ครบกำหนดเวลา สำเร็จวัตถุประสงค์เฉพาะ มีมติพิเศษให้เลิก และบริษัทล้มละลาย ส่วนมาตรา ๑๒๓๗ ให้ศาลสั่งเลิกได้อีกห้ากรณี และมาตรา ๑๒๔๗ ส่งการชำระบัญชีของบริษัทที่ล้มละลายไปอยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยล้มละลาย
๑. เหตุแห่งการเลิกบริษัท
ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๓๖ กำหนดเหตุแห่งการเลิกบริษัทจำกัดตามกฎหมาย ๕ ประการ ได้แก่ (๑) เมื่อมีกรณีตามที่ข้อบังคับกำหนด (๒) ครบกำหนดเวลาที่ตั้งบริษัท (๓) สำเร็จวัตถุประสงค์เฉพาะที่ตั้งบริษัท (๔) มีมติพิเศษให้เลิก และ (๕) บริษัทล้มละลาย19
มาตรา ๑๒๓๗ กำหนดเหตุให้ศาลสั่งเลิกบริษัทได้ ๕ ประการ รวมถึงกรณีที่บริษัทไม่เริ่มทำการภายใน ๑ ปี, หยุดทำการถึง ๑ ปี, หรือกิจการมีแต่ขาดทุนโดยไม่มีทางฟื้นตัว และกรณีที่จำนวนผู้ถือหุ้นลดเหลือเพียงคนเดียว20
AktG เยอรมนีกำหนดเหตุการเลิกบริษัทในมาตรา ๒๖๒ รวมถึง การครบกำหนดเวลาในตราสารจัดตั้ง การมีมติเลิกบริษัทด้วยเสียง ¾ การประกาศล้มละลาย และการสั่งของศาล CA 2006 ให้อำนาจ Registrar of Companies ถอนทะเบียนบริษัทที่ไม่ได้ดำเนินกิจการตาม ss. 1000–1011 ขณะที่ DGCL มาตรา ๒๗๕ กำหนดให้คณะกรรมการอาจ "dissolve" บริษัทโดยมติร่วมกับผู้ถือหุ้น
๒. กระบวนการชำระบัญชี
มติเลิกบริษัท / คำสั่งศาล
มติพิเศษ ≥ ¾ เสียงตาม ป.พ.พ. ม. ๑๑๙๔ หรือคำพิพากษาศาล บริษัทยังคงสภาพนิติบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์การชำระบัญชี (ม. ๑๒๔๙)
แต่งตั้งผู้ชำระบัญชี
กรรมการเดิมเข้าเป็นผู้ชำระบัญชีโดยอัตโนมัติ เว้นแต่ข้อบังคับกำหนดเป็นอย่างอื่น หรือศาลแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี (ม. ๑๒๕๑) ผู้ชำระบัญชีต้องจดทะเบียนการเลิกบริษัทพร้อมชื่อผู้ชำระบัญชีทุกคนภายในสิบสี่วันนับแต่วันเลิก (ม. ๑๒๕๔)
ชำระสะสางกิจการ ใช้หนี้
ผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ "ชำระสะสางการงาน จัดการใช้หนี้เงิน และแจกจำหน่ายสินทรัพย์" (ม. ๑๒๕๐) ต้องแจ้งเจ้าหนี้และรับคำทวงถามหนี้
แจกสินทรัพย์แก่ผู้ถือหุ้น
สินทรัพย์แบ่งคืนผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนหุ้นได้เพียงเท่าที่ไม่ต้องใช้ชำระหนี้ของบริษัท (ม. ๑๒๖๙) ถ้าเจ้าหนี้รายใดไม่มาทวงถาม ผู้ชำระบัญชีต้องวางเงินเท่าจำนวนหนี้นั้นตามบทว่าด้วยวางทรัพย์ (ม. ๑๒๖๔)
จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี
เมื่อชำระบัญชีเสร็จ ผู้ชำระบัญชีทำรายงานเสนอที่ประชุมใหญ่ เมื่อที่ประชุมอนุมัติแล้วต้องนำไปจดทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันประชุม และให้ถือว่าเป็นที่สุดแห่งการชำระบัญชี (ม. ๑๒๗๐)
ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๔๗ กำหนดว่าการชำระบัญชีของบริษัทที่ล้มละลายให้ดำเนินการตามกฎหมายล้มละลาย ซึ่งมี พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ (ฉบับแก้ไข) เป็นกฎหมายเฉพาะ หลักการสำคัญของการล้มละลายในทุกระบบกฎหมายที่เราศึกษาคือ absolute priority rule — เจ้าหนี้มีประกันได้รับชำระก่อน ตามด้วยเจ้าหนี้ไม่มีประกัน และผู้ถือหุ้นได้รับส่วนที่เหลือสุดท้าย หลักนี้สะท้อนลำดับความสำคัญที่ AktG มาตรา ๒๗๑, Insolvency Act 1986 s. 107 ของสหราชอาณาจักร และ DGCL มาตรา ๒๘๐ กำหนดในทำนองเดียวกัน21
ในทฤษฎีของ Hansmann, Kraakman และ Squire ที่เราวิเคราะห์ในบทความตอนแรก "entity shielding" และ "owner shielding" เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน การชำระบัญชีเป็นกระบวนการที่ทดสอบว่าสองมิตินี้ทำงานตามที่ออกแบบไว้หรือไม่ หากกรรมการหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ถ่ายเททรัพย์สินออกจากบริษัทก่อนล้มละลาย กลไกนี้อาจเสียหายจนเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นรายย่อยได้รับความเสียหาย กระบวนการชำระบัญชีจึงมีบทบาทสำคัญในการเยียวยา
VIII. นัยต่อโมเดลธุรกิจและบทสรุป
การเปลี่ยนโมเดลธุรกิจมักต้องปรับโครงสร้างองค์กรควบคู่กันไป Alfred Chandler ชี้เส้นทางขยายตัวสี่แบบ คือรวมแนวนอน รวมแนวดิ่ง ขยายเชิงภูมิศาสตร์ และกระจายสายผลิตภัณฑ์ ซึ่งต้องการโครงสร้างทางกฎหมายต่างกัน ผู้บริหารจึงต้องเลือกระหว่างการซื้อสินทรัพย์ การซื้อหุ้น และการควบรวมตามมาตรา ๑๒๓๘ ให้ตรงกับเส้นทางที่เลือก
๑. นัยต่อโมเดลธุรกิจ
Velu22 ชี้ว่าการนำโมเดลธุรกิจ (business model innovation) มาปฏิบัติจริงมักต้องการการปรับโครงสร้างองค์กรควบคู่ กรณีตัวอย่างที่โดดเด่นคือการขยายกิจการของบริษัทระหว่างประเทศผ่านการจัดตั้งบริษัทย่อยในประเทศต่างๆ ซึ่งสร้าง "value network" ในความหมายของ Velu แต่ก็สร้าง Konzern ที่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายกลุ่มบริษัทที่แตกต่างกันในแต่ละเขตอำนาจ
Alfred Chandler23 ซึ่ง Cahn และ Donald อ้างอิง แสดงให้เห็นว่าบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และเยอรมนีในปลายศตวรรษที่ ๑๙ ขยายตัวในสี่วิธี ได้แก่ horizontal combination, vertical integration, geographic expansion และ product diversification แต่ละวิธีต้องการโครงสร้างกฎหมายที่แตกต่างกัน ความเข้าใจสี่เส้นทางนี้ยังคงมีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่งในบริบทโมเดลธุรกิจสมัยใหม่
สำหรับบริษัทเทคโนโลยีที่ต้องการ "pivot" โมเดลธุรกิจอย่างรวดเร็ว ระบบการอนุมัติการควบรวมที่ต้องการมติพิเศษ ¾ อาจสร้างอุปสรรค (governance friction) แต่ในทางกลับกัน ระบบที่ง่ายเกินไปอาจทำให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยถูกเอาเปรียบได้ง่าย การออกแบบระบบการกำกับดูแลการควบรวมจึงต้องสร้างสมดุลระหว่างความคล่องตัวทางธุรกิจและการคุ้มครองนักลงทุน
๒. บทสรุปชุดบทความ
ตลอดห้าบทความในชุดนี้ เราได้เดินทางผ่านหัวใจของกฎหมายองค์กรธุรกิจเปรียบเทียบ จากรากฐานทางทฤษฎี (ตอนที่ ๑) สู่รูปแบบองค์กรธุรกิจ (ตอนที่ ๒) โครงสร้างอำนาจระหว่างกรรมการและผู้ถือหุ้น (ตอนที่ ๓) กลไกการตัดสินใจ (ตอนที่ ๔) และการปรับโครงสร้างและเลิกกิจการ (ตอนที่ ๕ นี้)
ข้อสังเกตสุดท้ายที่ควรเน้นย้ำ: ป.พ.พ. ลักษณะ ๒๒ เป็นกฎหมายที่มีความอ่อนตัวสูงในส่วนที่เป็น default rules (กฎที่ปรับได้ด้วยข้อตกลง) และมีบทบัญญัติบังคับ (mandatory rules) น้อยกว่า AktG เยอรมนีมาก อย่างไรก็ดี ป.พ.พ. มีบทบัญญัติว่าด้วยการควบบริษัทจำกัดเข้ากันมาแต่เดิม การที่ประมวลกฎหมายได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมให้มีบทบัญญัติว่าด้วยการแปรสภาพ (มาตรา ๑๒๔๖/๑–๑๒๔๖/๗) และขยายการควบรวมให้บริษัทหนึ่งคงสภาพนิติบุคคลได้ พร้อมกลไกคุ้มครองผู้ถือหุ้นที่คัดค้าน (มาตรา ๑๒๓๘ และ ๑๒๓๙/๑ ตามฉบับที่ ๒๓ พ.ศ. ๒๕๖๕) สะท้อนการยอมรับของนิติศาสตร์ไทยว่า "ชีวิต" ขององค์กรธุรกิจต้องการเครื่องมือทางกฎหมายตลอดทั้งวงจร ไม่เพียงแค่ตอนจัดตั้งเท่านั้น
จบชุดบทความกฎหมายองค์กรธุรกิจเปรียบเทียบ (๕ ตอน)
ทั้งห้าบทความนี้นำเสนอการวิเคราะห์เชิงวิชาการโดยใช้แหล่งข้อมูลหลักจาก Cahn & Donald Comparative Company Law (Cambridge, 2018), ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และ Velu Business Model Innovation (Cambridge, 2018)